เรื่องย่อ พยัคฆ์ระห่ำมังกรผยองโลก (Crouching Tiger, Hidden Dragon) ตอนที่ 4

ข่าวคราวแพร่สะพัด ซูเสียนผู้ตรวจการจึงต้องมีงานเพิ่มขึ้น ทำให้อี้ยุ่ยฟุ้งซ่านขึ้นมาว่าตนจะถูกเล็งเห็นความสำคัญจากราชสำนักหรือเปล่า และที่สำคัญตนจะมีโอกาสสร้างคุณงามคุณความดีให้แก้ชาติบ้านเมืองหรือเปล่า ราชโองการที่อี้ยุ่ยเฝ้ารอคอยมานานนับสิบกว่าปีนั้นในที่สุดก็ถึงมืออี้ยุ่ย อี้ยุ่ยถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงเพื่อให้รับทราบคำสั่ง

ราชโองการฉบับนี้นับเป็นเรื่องที่ดีของทุกคนในบ้านสกุลอี้ แต่สำหรับเกาหลางชิวแล้วนั้นถือว่าเป็นเรื่องร้าย นั่นเป็นเพราะตนต้องหลบซ่อนการตามล่าของเกิ่งลิ่วเหนียง ดังนั้นตนจึงต้องซัดเซพเนจรไปทั่วตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีนี้ เกาหลางชิวต้องเดินทางนับพันลี้จนพบสถานที่แห่งนี้จึงวางใจกบดานอยู่ที่นี่ สิบกว่าปีที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ ทำให้เกาหลางชิวตัดสินใจที่จะจบชีวิตของตนที่นอกด่านแห่งนี้โดยไม่คิดที่จะกลับไปเหยียบแดนจงหยวนอีกต่อไป แต่สำหรับความรุ่งเรืองก้าวหน้าในราชการของอี้ยุ่ยแล้ว เกาหลางชิวเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยเหลือตนได้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้อี้ยุ่ยพยายามที่จะรั้งตัวเกาหลางชิวเอาไว้ แต่เกาหลางชิวกลับมีความความรู้สึกว่าตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีมานี้ที่ตนเก็บเนื้อเก็บตัวฝึกสุดยอดวิชาในคัมภีร์เชื่อว่าในตอนนี้เกิ่งลิ่วเหนียง ไม่ใช่คู่ปรับตนอย่างแน่ๆ ทั้งยังความนึกถึงที่มีต่อบ้านเกิดจึงทำให้เกาหลางชิวรับปากอี้ยุ่ยในที่สุด เกาหลางชิว ตัดสินใจจากเมืองเฉี่ยม่อเฉิงไปก่อนโดยเดินทางไปที่เหอหนันเพื่อให้พบกับพี่ชายของตนซึ่งจากกันตรงเวลานานหลายสิบปี จากนั้นค่อยนัดพบกับอี้ยุ่ยที่เมืองหลวง

นอกจากการไปเยี่ยมเยียนพี่ชายที่ไม่ได้พบกันตรงเวลานานหลายสิบปีแล้ว เกาหลางชิวยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังคงค้างคาใจอยู่หลายปี ในเวลานั้นซึ่งเกาหลางชิวหลบหนีการตามล่าของเกิ่งลิ่วเหนียงจนต้องมาพึ่งพาพี่ชายที่เป็นนายอำเภอ เกาหลางชิวคิดว่าเดิมทีจะอาศัยอิทธพลของพี่ชายตนเองได้และเรื่องทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ทำให้เกาหลางชิววางใจคบหาเพื่อให้นไม่น้อยและคนที่เป็นคู่ปรับของเกาหลางชิวในเวลานั้นเห็นจะเป็นหยางกงจิ่วนั่นเอง

เรื่องย่อ ข้ามมิติลิขิตสวรรค์ (Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo)

กำกับ: คิม คยูแท (ผู้กำกับ "ถ้ารักกัน มันก็โอเค" , "สายลมรักในฤดูหนาว" และ นักฆ่า / ล่า / หัวใจคุณ)
เขียนบท: โช ยุนยอง
แนวละคร: ย้อนเวลา, ย้อนยุค, โรแมนติก, อิงประวัติศาสตร์
จำนวนตอน: 20 + 2 ตอนพิเศษ
ออกอากาศ: เกาหลี – 29 สิงหาคม 2559 – 31 ตุลาคม 2559 ทางเอสบีเอส
                    ไทย – ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. ทางช่อง 3 แฟมิลี่ (หมายเลข 13) ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2560 – 20 กุมภาพันธ์ 2560 (รีรันปัจจุบัน ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.20-12.45 น. ทางช่อง 3 แฟมิลี่ (หมายเลข 13) ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2561 – 16 พฤษภาคม 2561 )

เรื่องย่อ

"ผ่านมิติลิขิตสวรรค์ (Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo)" ดัดแปลงมาจากซีรีย์จีนชื่อดังเรื่อง  "ฝ่ามิติลิขิตสวรรค์ (Scarlet Heart)" ที่ออกอากาศทางหูหนานทีวี เมื่อปี พ.ศ. 2554 เนื้อหากล่าวถึง "โก ฮาจิน" หญิงสาววัย 25 ปี จากศตวรรษที่ 21 ซึ่งเดินทางย้อนเวลาไปยังปี ค.ศ. 941 อันเป็นยุคแรกเริ่มของราชวงศ์โครยอแบบไม่คาดฝัน หลังช่วยเด็กที่กำลังจมน้ำในช่วงที่เกิดสุริยุปราคา พอรู้สึกตัวอีกทีคุณก็พบว่าตนเองอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวโครยอวัย 16 ปี ที่มีชื่อว่า "แฮซู" ซึ่งอาศัยอยู่ที่ตำหนักองค์ชาย 8 และนั่นก็ทำให้คุณได้พบและรู้จักกับเหล่าองค์ชายหลายพระองค์ด้วยกัน

ในตอนแรกคุณเผลอมีใจให้ชายชายหนุ่มที่อบอุ่นและอ่อนโยนอย่าง "องค์ชาย 8" ซึ่งเป็นสามีของลูกพี่ลูกน้องคุณ แต่ภายหลังได้ตกหลุมรักชายชายหนุ่มที่ซ่อนแผลเป็น (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) ของตนไว้ภายใต้หน้ากากอย่าง "องค์ชาย 4" ที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว กว่าจะรู้สึกตัวคุณก็ตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน ห้ำหั่นทางการเมือง และการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์ในหมู่องค์ชาย 

เนื้อหาตอนที่ 1

ละครเปิดฉากขึ้นที่เกาหลีในยุคปัจจุบัน "โก ฮาจิน" พาร่างกายและหัวใจอันบอบช้ำมานั่งดื่มโซจูแก้กลุ้มริมน้ำในอุทยานตามลำพัง ครั้นพอเห็นชายเร่รอนจ้องมองขวดโซจูในมือคุณพลางกลืนน้ำลายก่อนส่งยิ้มให้ ฮาจินเลยยื่นขวดโซจูให้ชายคนดังกล่าวข้างต้น จากนั้นก็ถามกึ่งรำพึงรำพันว่า เคยนึกอยากนอนหลับสักร้อยปีพันปีไหม คุณรู้สึกท้อเพราะตอนนี้ทุกอย่างในชีวิตล้วนย่ำแย่และไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น ที่ผ่านมาคุณพยายามปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างจำเป็นต้องดีขึ้น แต่รวมทั้งมีปัญหาอื่นโผล่มากวนใจอีกจนได้ คุณจึงอยากหลับยาวและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

ฮาจินพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่าคุณอยากลืมทุกสิ่งแต่กลับลืมไม่ลง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายตัวแสบที่หักอกคุณแล้วทิ้งหนี้ก้อนโตเอาไว้ให้ หรือผู้หญิงทรยศที่หลอกลวงคุณแล้วหนีไปกับผู้ชายตัวแสบ คุณอดเสียใจไม่ได้ที่หลงวางใจพวกเขามาโดยตลอดและเจ็บใจตัวเองที่ไว้ใจคนอื่น คุณหลงคิดว่าถ้าตนเองไม่เปลี่ยน คนที่คุณรักและวางใจก็จะไม่เปลี่ยนไปเช่นกัน แต่มารู้ทีหลังว่าตนเองคิดผิด ยิ่งพูดฮาจินก็ยิ่งเสียใจ คุณจึงร่ำไห้พลางบ่นว่าชีวิตตนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน หลังนั่งฟังอยู่นานชายเร่รอนจึงบอกฮาจินว่าถึงบ่นไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะชีวิตมนุษย์เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามใจปรารถนา หลังจากนั้นเขาก็พึมพำกับตัวเองว่าบางทีหากคุณตายแล้วฟื้นทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป พูดจบชายคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็ทิ้งตัวลงนอน

ขณะพยายามตั้งสติและทำใจให้เข้มแข็ง ฮาจินเห็นเด็กคนหนึ่งพยายามยื่นเท้าลงไปในเรือที่จอดอยู่ริมสะพานไม้ ครั้นพอหันไปมองอีกทีเด็กคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วก็ตกลงไปในน้ำแล้ว (เด็กใส่เสื้อยกชีพ) ในตอนแรกคุณลังเลที่จะลงไปช่วยเพราะคิดว่ามีนักท่องเที่ยวผู้คนจำนวนมากอยู่ในรอบๆดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว  และคิดว่าถึงแม้ตนจะไม่ลงไปช่วยคนอื่นก็ต้องช่วยเด็กอยู่ดี ครั้นพอกวาดตามองไปรอบๆ แล้วพบว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กตกน้ำเลยสักคน คุณเลยวิ่งลงน้ำพลางกรีดร้องด้วยความคับข้องใจว่า "ให้ตายสิ ทำไมต้องเป็นชั้นอยู่เรื่อยเลย?!"

เรื่องย่อ จูล่ง ขุนพลเทพสงคราม (Chinese Hero Zhao Zi Long) ตอนที่ 4

จ้าวอัน [เตียวอัน] บุกเดี่ยวมาขวางทางเหล่าทหารโดยใช้หอกเป็นอาวุธในการต่อกรกับเหล่าทหารที่สวมชุดเกราะ เมื่อเห็นจื่อหลง [จูล่ง] ผู้เป็นบุตรชายตามมาช่วยเขาก็บ่นว่ายิ่งช่วยยิ่งยุ่ง ด้วยความที่เป็นห่วงและกลัวว่าลูกชายจะเพลี่ยงพล้ำจึงทำให้เขาเสียสมาธิ ผู้บัญชาการทหารจึงฉวยโอกาสซัดอาวุธลับอาบยาพิษใส่จ้าวอัน [เตียวอัน] โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว แม้จะปัดป้องได้ส่วนหนึ่งแต่โชคร้ายที่อาวุธลับดอกสุดท้ายพุ่งตรงมาปักที่หน้าอกด้านซ้ายของเขาพอดี เขาจึงบอกให้จื่อหลง [จูล่ง] รีบหนีไปก่อน แต่จื่อหลง [จูล่ง] ไม่ยอมทิ้งพ่อไว้ตามลำพัง ไม่นานหลิ่วเซิ่นก็พาคนในหมู่บ้านมาช่วยต่อกรกับเหล่าทหารโดยมีจอบ เสียม และคราดเป็นอาวุธ ผู้บัญชาการทหารเห็นลูกน้องของตนถูกฆ่าตายจนหมดจึงคิดหลบหนี  จ้าวอันเห็นดังนั้นจึงปาหอกทิ่มทะลุหน้าอกผู้บัญชาการทหารคนดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว

หลังฆ่าผู้บัญชาการทหารแล้ว จ้าวอันก็ดึงอาวุธลับที่ปักคาหน้าอกออกมา ทุกคนเห็นดังนั้นจึงรีบเผ่านาดูด้วยความเป็นห่วง ชายคนหนึ่งร้องบอกเพื่อให้นให้รีบไปตามหมอแต่จ้าวอัน [เตียวอัน] ห้ามเอาไว้ เขารู้สึกตัวดีว่าตนคงไม่รอดเพราะอาวุธลับอาบยาพิษจึงบอกให้ทุกคนรีบหนีไปเพราะเหตุว่ากำลังเสริมของเหล่าทหารใกล้มาถึงแล้ว (เขาได้ยินเสียงฝีเท้าม้า) แต่เหล่าประชาชนยืนกรานว่าจะขอต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา จ้าวอัน [เตียวอัน] แย้งว่าการทำเช่นนั้นเท่ากับมาตายโดยเปล่าประโยชน์  จื่อหลง [จูล่ง] ขอให้ทุกคนทำตามที่พ่อตนบอก จากนั้นก็พาพ่อหนีเข้าไปในป่าตามลำพัง

จื่อหลง [จูล่ง] สงสัยว่าทำไมเหล่าทหารองครักษ์ถึงมาตามล่าพ่อของตน จ้าวอัน [เตียวอัน] จึงเผยความลับที่สู้อุตส่าห์ปกปิดมานานให้ลูกชายฟัง เมื่อเมียของเขามาถึง เขาจึงบอกให้เมียรีบส่งกระบี่มาให้ตน  จื่อหลง [จูล่ง] ช่วยดึงกระบี่ออกจากกล่องไม้และถึงกับตะลึงเมื่อได้เห็นกระบี่ดังที่กล่าวถึงแล้วใกล้ๆ จ้าวอัน [เตียวอัน] บอกลูกชายว่านี่คือกระบี่ชิงกังที่ทำจากโลหะและทอง หากนำมาใช้อย่างเหมาะสมจะสามารถกำจัดเหล่าร้ายได้ในพริบตาเพราะดาบเล่มนี้มีพลังสะท้านพิภพ และถ้านำมาใช้คู่กับกระบี่อี่เทียนที่อยู่ในมืออาจารย์อาของจื่อหลง [จูล่ง] แล้วจะไม่มีใครสามารถต่อกรได้ และทั้งสองก็เป็นกระบี่วิเศษของราชวงศ์ฮั่น

เรื่องย่อ อภินิหารรักเหนือบัลลังก์ (Lost Love in Times) ตอนที่ 6

ที่แท้หยวนหลิงไม่คิดชิงราชลัญจกรหยกไปจากชิงเฉิง เขาส่งคืนให้คุณพลางเตือนว่าคุณใสซื่อเกินไป ทั้งยังสนิทสนมกับคนแปลกหน้าอย่างง่ายดายและรวดเร็วเกินเหตุ ถึงแม้เขาจะเล่นลูกไม้กับคุณแต่เขาไม่ได้โกหกคุณเรื่องสภาวะในวังที่ไม่สู้ดีนัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดที่จะปกป้องชิงเฉินด้วยวิธีของตนและจะพาคุณเข้าวัง ส่วนเรื่องราชลัญจกรหยกนั้นหากผู้อาวุโสซีเสียคิดว่าควรมอบให้พระบิดาของเขา เขาก็จะเคารพการตัดสินใจของผู้อาวุโสซีเสีย ชิงเฉินยังไม่วายสงสัยว่าเขามีเจตนาอะไรกันแน่ในการส่งคุณเข้าวัง  หยวนหลิงกล่าวว่าตนก็แค่ต้องการชดเชยบุญคุณที่คุณช่วยชีวิต

ขณะที่ทั้งคู่หารือกันเรื่องการฝ่าเหล่าทหารออกไป อาการบาดเจ็บของหยวนหลิงก็กำเริบ ชิงเฉินคิดว่าแผลที่หน้าอกของเขาปริออกจึงนำยาวิเศษประจำเผ่า (ที่กลิ่นและรสชาติสุดจะทน) มาให้เขาดื่ม ทันใดนั้นก็มีมนต์ดำปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งคู่ หยวนหลิงจึงใช้ดาบกุยหลีคู่กายจัดการมนต์ดำและนั่นก็ทำให้ชิงเฉิงถึงกับกระอักเลือด เมื่อมองว่าดาบของหยวนหลิงสามารถสยบมนต์ดำได้ชิงเฉินก็รู้สึกแปลกใจ หยวนหลิงกล่าวว่าเสด็จแม่ (เหลียนกุ้ยเฟย) มอบดาบกุยหลีเล่มนี้ให้ตน ตนเลยพกติดตัวตั้งแต่เด็กๆ ปรากฏว่าคนที่ส่งมนต์ดำไปหาทั้งคู่คือหยวนจ้าน (องค์ชายเจ็ด) หลังมนต์ดำของตนถูกกระบี่กุยหลีปราบ หยวนจ้านจึงรู้ว่าหยวนหลิงหลบซ่อนตัวอยู่ในหลีจิ้งเทียนจริงๆ

ในที่สุด หยวนจี้ (องค์ชายสาม) กับ หยวนหมิง (องค์ชายเก้า) ก็นำกำลังมาขอตรวจค้นหลีจิ้งเทียน โดยอ้างว่ามีราชโองการให้มาจับกบฏ แต่เถาเยาไม่อนุพี่น้องให้เข้าตรวจค้นโดยนำกฏที่เผ่าอูเคยตกลงกับราชวงศ์มากล่าวอ้าง หยวนจี้ไม่กล้าลบหลู่จอมเวทย์เผ่าอูจึงชวนหยวนหมิงถอยทัพกลับไปตั้งหลักในวัง หลังทำให้เผ่าอูเดือดร้อนหยวนหลิงเลยจำต้องแสดงตัวกับผู้อาวุโสซีเสีย ซีเสียรู้ว่าหยวนหลิงบุกรุกหลีจิ้งเทียนเพื่อให้มาพบตน จึงบอกว่าหากเป็นเรื่องบาดหมางภายในราชวงศ์พวกตนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เว้นเสียแต่จะกระทบความปลอดภัยของใต้หล้า แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับหยวนหลิงเกี่ยวพันกับเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน ดังนั้น ตนจะคุ้มครองหยวนหลิงและพาเข้าวังด้วยตนเอง หลังจากนั้นตนจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อให้ระงับความบาดหมาง

เรื่องย่อ 7 วันบัลลังก์ราชินี (Queen for Seven Days) ตอนที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งตรงกับปีที่ห้าในรัชสมัย "ยอนซานกุน"  (หรือ "ลี ยุง" พระราชาองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์โชซอน ซึ่งถูกถอดพระยศหลังโดนยึดอำนาจ ทำให้ถูกจารึกชื่อในฐานะ "องค์ชายยอนซาน" หรือ "ยอนซานกุน" ทรงครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1494–1506 ) 
เสนาฯ ซ้าย "ชิน ซูกึน" (บิดาแชคยอง / พี่ชายพระมเหสี) เล่าให้คนดูฟังว่า "ยอนซานกุน" ได้สั่งประหารเหล่าขุนนางและบัณฑิตที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ หมายปกป้องพระราชอำนาจตลอดจนราชบัลลังก์ (เรียกว่า "การฆ่าหมู่ปราชญ์ปีมูโอ" เป็นการฆ่าหมู่ครั้งที่หนึ่งในรัชสมัยของพระองค์ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1498) หลังจากนั้นไม่นาน ได้เกิดภัยแล้งขึ้นอย่างร้ายแรง  ราษฎรจึงพากันโจษจันว่าภัยธรรมชาติในคราวนี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากโชซอนมีพระราชาที่ไร้ซึ่งคุณธรรม ทำให้ยอนซานกุนกริ้วมาก (ในเวลาเดียวกันนั้น ยอนซานกุนซึ่งสวมชุดสำหรับประกอบพิธีกรรมกำลังเดินออกจากตำหนักและหยุดมองแสงแดดอันร้อนแรง) 

อีกด้านหนึ่ง "ลี ย็อก" หรือ "ชินซองแทกุน" ("องค์ชายชินซอง" / "พระเจ้าจุงจง" ในอนาคต) พระอนุชาต่างมารดาของยอนซานกุน พยายามชะเง้อคอมองหาใครบางคนบนต้นไม้โดยมีเหล่าขันทีและนางในยืนลุ้นทางล่างด้วยใจระทึก ครั้นเห็นสองพระสหาย "โช ควางโอ" กับ "แพค ซ็อกฮี" ช่วยกันแบกไหอันหนักอึ้งมาให้ องค์ชายชินซองก็กระโดดลงจากต้นไม้แล้วรีบวิ่งไปดูสิ่งที่อยู่ในไหด้วยความดีความชอบใจ ปรากฏว่าภายในไหมีน้ำและตัวซาลาแมนเดอร์ (สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง ใช้เป็นตัวแทน "มังกร" ในพิธีขอฝน) เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วองค์ชายชินซองก็ร้องหาใบบัวและกิ่งไม้จากนางใน จากนั้นก็เริ่มอ้อนวอนขอฝน (เป็นความเชื่อของชาวโชซอนที่ว่า ถ้าจับตัวแทนมังกรมาขังไว้ในไหหรือตุ่มใส่น้ำภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง มังกรจะยอมทำให้ฝนตกเพื่อให้แลกกับอิสรภาพ)

* หมายเหตุ: คำว่า "แทกุน" ใช้กับองค์ชายที่เป็นพระโอรสของพระราชากับพระมเหสี และไม่ได้เป็นองค์รัชผู้สืบสกุล ส่วนคำว่า "กุน" ใช้กับองค์ชายที่เป็นพระโอรสของพระราชากับพระสนม หรือเป็นหลานของพระราชาที่ไม่ใช่โอรสขององค์รัชผู้สืบสกุล (หากยังเด็กจะเรียกว่า "วังจา")

เรื่องย่อ องค์หญิงสวมรอย (Untouchable Lovers) ตอนที่ 5

หลังหลับใหลไม่ได้สติหลายวันในที่สุดจูเชว่ซึ่งสวมรอยเป็นฉู่อวี้ก็รู้สึกตัว คุณลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองรอบห้องนอนซึ่งแน่ๆว่าทุกสิ่งล้วนแปลกตา แต่คุณไม่นึกฝันว่าข้างกายตนจะมีชายชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนอนใกล้เคียงโดยสวมเพียงชุดบางเบา ครั้นมองว่าชุดของเขาหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นแผ่นอกคุณก็รีบก้มสำรวจชุดของตน พอมองว่าตนสวมเพียงชุดนอนที่มีเนื้อผ้าบางเบาเช่นกัน จูเชว่ก็ทั้งอายและสะดุ้งเลยรีบคว้าผ้าห่มมาปิดทับแล้วลุกหนีออกจากเตียง แต่แล้วคุณกลับพบว่าภายในห้องยังมีชายชายหนุ่มรูปงามอีกสองคนนอนอยู่บนพื้น (หนึ่งในนั้นคือ "โม่เซียง") เมื่อชายชายหนุ่มที่นอนข้างเคียงคุณลุกจากเตียง สองชายหนุ่มที่นอนบนพื้นก็ช่วยกันแต่งตัวให้เขา หลังแต่งตัวเรียบร้อยแล้วชายชายหนุ่มก็เดินตรงเข้าไปหาจูเชว่ (แต่คุณถอยหนี) พลางอธิบายว่า 'องค์หญิง' ไข้ไม่ลดตลอดทั้งคืน เมื่อสักครู่ตนเลยใช้ความร้อนจากร่างกายช่วยสร้างความอบอุ่นให้ 

ครั้นถอยหนีจนหลังชนเสาจูเชว่ก็ถามชายชายหนุ่มรูปงามว่าเขาเป็นใคร และเพื่อให้ไม่ให้โดนสงสัยคุณจึงอ้างว่าตนปวดหัวหนักมาก ชายคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นบอกว่าตนชื่อ "หรงจื่อ" เป็น 'เหมินเค่อ' ของจวนนี้และยังเป็นคนสนิทที่ 'องค์หญิง' ไว้ใจมากที่สุด เมื่อจูเชว่กล่าวว่าคุณจำอะไรไม่ได้เลย หรงจื่อจึงขอตรวจชีพจรแต่กลับถูกคุณปัดมือออกทันควัน เขาเลยเริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปขององค์หญิง ถึงกระนั้นเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและบอกว่าจะไปเชิญหมอมาตรวจดูอาการให้คุณแทน พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไป (ในห้องนอนฉู่อวี้มีอุปกรณ์ไว้เ่ล่นสนุกกับชายหนุ่มๆ อย่างมาก เช่น แส้ ไม้ สายรัดหนัง ฯลฯ)

หลังจากนั้น ฮ่องเต้ก็ส่งหมอหลวงมาช่วยรักษา หรงจื่อนั่งดื่มชาเงียบๆ แต่คอยจับตาดูคุณตลอดเวลา ครั้นหมอหลวงบอกว่าชีพจรคุณปกติและไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงก็แค่ต้องดูแลเป็นพิเศษรอบๆศีรษะที่ถูกกระแทก จูเชว่ก็แสร้งทำเป็นโมโหและโวยวายว่าจะไม่เป็นอะไรได้อย่างไรในเมื่อคุณจำอะไรไม่ได้เลย หรงจื่อเห็นดังนั้นจึงบอกอย่างใจเย็นว่าอาการป่วยของคุณต้องรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเรื่องฟื้นความทรงจำนั้นตนจะช่วยเอง

จูเชว่ต้องการทำภารกิจให้ลุ่ล่วงจึงคิดเข้าวังโดยอ้างว่าจะไปขอบคุณฮ่องเต้ที่ส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการของคุณ แต่หรงจื่อรีบขวางไว้เสียก่อน "โยว่หลาน" อธิบายว่าตอนเกิดอุบัติเหตุร่างกาย 'องค์หญิง' มีเลือดออก นั่นจึงเท่ากับไท่ซุ่ยชงกับดวงอาทิตย์ซึ่งจะส่งผลเสียต่อฮ่องเต้เต็มๆ ตามกฏแล้วหากยังไม่หายดี 'องค์หญิง' จะไม่สามารถเข้าวังได้ ("ไท่ซุ่ย" หรือ "ไท้ส่วย" เป็นชื่อเรียกดาวพฤหัสบดีในสมัยโบราณ และยังหมายความว่าเทพเจ้าประจำปีอีกด้วย)  ครั้นโยว่หลานสงสัยว่า 'องค์หญิง' ลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร จูเชว่จึงโวยลั่นว่าคุณปวดหัวหนักมากและจำอะไรไม่ได้สักนิด แถมยังโทษว่าเป็นความผิดของโยว่หลานที่ไม่เตือนตนก่อนหน้านี้ หรงจื่อคิดว่าแขนเสื้อของ 'องค์หญิง' ยาวรุ่มร่ามจึงคิดที่จะช่วยพับให้แต่จูเชว่ไม่ยอมให้เขาแตะเนื้อต้องตัว ซ้ำยังแสดงทีท่าไม่เป็นมิตรซึ่งถือว่าผิดวิสัยองค์หญิงอย่างแรง หรงจื่อได้แต่ยิ้มและไล่เหล่าสาวใช้ทุกคนออกจากห้อง จากนั้นก็เชิญหมอหลวงออกไปคุยกับตนข้างนอก หลังทุกคนออกไปแล้วโยว่หลานก็จุดธูปหอมที่หรงจื่อเตรียมไว้ให้ (ซึ่งเป็นรูปตัวอักษร "อวี้" – ชื่อย่อของฉู่อวี้) พอรู้ว่าเป็นของหรงจื่อจูเชว่ก็บอกอย่างไม่สบอารมณ์ว่าคุณกำลังป่วยเลยทนดมกลิ่นควันแรงๆ ไม่ไหว และสั่งให้โยว่หลานนำออกไปทิ้ง

รีวิว Tenet อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

ต้องนับถือความกล้าหาญชาญชัยของตัวผู้กำกับอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลนที่ตัดสินใจฉายหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างราว 225 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเปิดฉายในตลาดนอกประเทศอเมริกาก่อน 1 สัปดาห์ ส่วนในอเมริกาจะเข้าฉายวันที่ 3 กันยายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามโอกาสที่หนังจะประสบภาวะขาดทุนก็ถือได้ว่ามีสูงเหตุเพราะตลาดโรงภาพยนตร์ยังไม่สามารถกลับมาเปิดรอบฉายได้มากตามเดิม แถมจำนวนที่นั่งในโรงภาพยนตร์จำกัดเช่นเดียวกัน

อย่างที่เรารู้ๆกันดี Tenet เป็นหนังที่ผู้ชมควรจะรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับหนังให้น้อยที่สุดแล้วเข้าไปทำวามรู้ความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์เอา แม้ว่าตัวหนังอาจจะดูทำวามรู้ความเข้าใจยากแต่ความเป็นจริงแล้วหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนแทบทุกเรื่องมีการคิดแผน ทิ้งรายละเอียดเบาะแสเล็กๆน้อยๆ (Clue) เอาไว้ตลอดรายทางของเรื่อง ซึ่งทำให้คนดูที่หูไวตาไว ชอบจับทิศทางได้ประมาณหนึ่ง

พูดง่ายๆ Tenet อยู่ในกลุ่มหนังที่เรียกร้องสมาธิจากผู้ชมค่อนข้างสูง เป็นหนังในกลุ่มที่ต้องรับชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้นเพื่อให้อรรถรสสูงสุด เพราะผู้ชมไม่อาจจะละสายตาหรือวอกแวกไปเหลือบมองจอโทรศัพท์หรือวิ่งออกไปเข้าห้องน้ำได้แม้แต่นาทีเดี๋ยว ซึ่งเราก็ต้องชื่นชมความ “เนี้ยบ” ของตัวผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลนที่สามารถตรึงผู้ชมให้โฟกัสอยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน

แม้ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่หนังพยายามอธิบายคนอื่น อ้างไปถึงหลักฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพอันแสนน่าปวดหัว แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้รายละเอียดพวกนี้ดูย่อยยากและแปลงเป็นอุปสรรคอันแสนหนักอึ้งสำหรับผู้ชม ถ้าเราพอจะค่อยๆเกาะเกี่ยวเรื่องราวไป ก็จะพบว่ามันเป็นสิ่งที่หนังเลือกจะหยิบมาอธิบายให้คนดูที่ไม่ได้เรียนจบสายวิทย์ดูหนัง “รู้เรื่อง” เช่นกัน

เอาเข้าจริงแล้วโครงสร้างของ Tenet คือหนังในตระกูลสายลับ 007 ที่ผสมผสานกับหนังวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเส้นเวลาอันบิดเบี้ยวและจินตนาการที่กล่าวถึงการที่มนุษย์สามารถเดินทางผ่านเส้นเวลาจากอดีตไปยังปัจจุบันหรือเดินทางต่อไปยังอนาคตโดยที่สามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางสิ่งบางอย่างของประวัติศาสตร์โดยไม่ส่งผลต่อเหตุการณ์ในภาพรวมของจักรวาล

เหนืออื่นใดก็ตามเราจะพบว่าความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครพระเอก (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) และนีล (โรเบิร์ต แพททินสัน) เป็นตัวละครแนวคู่หูที่แทบกระโดดผ่านไปเป็นตัวละครที่มีความเกี่ยวเนื่องแบบวาย อยู่ไม่น้อยเพราะช่วงเวลาท้ายเรื่องที่สภาพการณ์ทุกอย่างคลี่คลายและทำให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปทั้งหมด แทบจะน็อคหมัดใส่คนดูให้น้ำตาไหลไปตามๆกัน

จะว่าไปแล้ว Tenet จัดได้ว่าเป็นหนังที่เล่น “ท่ายาก” กับคนดู ดังนั้นการทำวามรู้ความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดที่อยู่ในหนังเพียงรอบเดียวนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่หินเกินไปสักนิด แต่ถ้าใครชอบที่จะคิดตามหนังเยอะๆ ตามไปตกผลึกกับสิ่งที่หนังทิ้งรายละเอียดไว้ให้ผู้ชม การตามไปดูอีกสักรอบก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีไม่น้อยครับ

เรื่องย่อ สามชาติ สามภพ ป่าท้อสิบหลี่ (Eternal Love) ตอนที่ 4

ราชันย์จิ้งจอกแห่งแดนชิงชิว (แดนเนินเขาเขียว) นามว่า "ไป๋จื่อ" มีลูกคนสุดท้อง (คนที่ห้า) เป็นธิดาชื่อ "ไป๋เฉี่ยน" แม้นางจะถูกอบรมเลี้ยงดูเป็นอย่างดีแต่มีนิสัยดื้อรั้นซุกซน ราชันย์จิ้งจอกขาวเก้าหางอยากหาคนมาช่วยกำราบและสอนวิชาจึงฝากฝังนางไว้กับ "เจ๋อเหยียน" (เจ้าของป่าท้อสิบลี้) ซึ่งเป็นเทพชั้นสูง (ซ่างเสิน) และเป็นนกเฟิ่งหวง (ตัวแรก) ในตำนานที่ช่วยผานกู่เบิกฟ้า (เขาเร้นกายจากสามภพแล้วใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในป่าท้อสิบลี้มาแสนนานและเป็นเพื่อให้นบ้านกับชิงชิว) เจ๋อเหยียนจึงคิดส่งนางไปเป็นศิษย์ของเทพ "ม่อเยวียน" แห่งคุนหลุนซวี ซึ่งเปรียบเหมือนน้องชายของตน (ม่อเยวียนเป็นโอรสมเหสีเอกของ "เทพบิดร" และเทพบิดรก็เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเจ๋อเหยียนซึ่งเป็นหนึ่งในเทพบรรพกาล) 

ณ คุนหลุนซวี อยู่ดีๆ ก็มีของวิเศษปรากฏขึ้นเป็นนัดแรกในรอบหมื่นปี เมื่อเหล่าศิษย์เห็นเข้าจึงพากันไล่จับแต่กลับไม่มีศิษย์คนใดคว้ามาครองได้ ครั้นมองว่าของวิเศษยอมจำนนและยอมตกอยู่ในกำมือเทพม่อเยวียน (ม่อเยวียนซ่างเสิน) เหล่าบรรดาลูกศิษย์จึงพากันคุกเข่าแสดงความยินดีที่อาจารย์ของพวกตนได้ครอบครองของวิเศษ ที่แท้ของวิเศษดังที่กล่าวถึงแล้วคือ 'พัดอวี้ชิงคุนหลุน' ซึ่งเป็นอาวุธเทพชิ้นที่สองที่ปรากฏในคุนหลุนซวี (ชิ้นแรกคือ 'ระฆังตงหวง' หรือ 'ระฆังจักรพัตราธิราชบูรพา' ซึ่งเทพม่อเยวียนเป็นคนสร้างขึ้น) แต่แล้วอยู่ๆ พัดดังที่กล่าวมาแล้วก็สั่นเหมือนกำลังดิ้นรนเทพม่อเยวียนเลยจำต้องปล่อยมือ หลังจากนั้นพัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็ลอยหนีไป เหล่าศิษย์คุนหลุนซวีจึงพากันวิ่งไล่ตาม เทพม่อเยวียนคิดว่าพัดอวี้ชิงคุนหลุนยังคงตามหาเจ้าของที่แท้จริง (ซึ่งไม่ใช่ตนและศิษย์ทั้ง 15 คน) จึงสังหรณ์ใจว่าวันนี้ตนอาจรับศิษย์ใหม่ เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาเลยเดินตามไปดู

ในที่สุด เทพเจ๋อเหยียนกับไป๋เฉี่ยนก็เดินทางมาถึงประตูสู่คุนหลุนซวี เนื่องจากว่าคุนหลุนซวีไม่รับศิษย์ที่เป็นสตรี เทพเจ๋อเหยียนจึงเสกให้ไป๋เฉี่ยนกลายร่างเป็นชายโดยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "ซืออิน" ไป๋เฉี่ยนเกรงว่าตนจะถูกจับได้ แต่เทพเจ๋อเหยียนการันตีว่าศิษย์ของเทพม่อเยวียนไม่มีทางจับได้แน่ๆ ส่วนเทพม่อเยวียนจะมองว่าคุณเป็นชายหรือหญิงก็แล้วแต่บุญวาสนา เมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าตำหนักใหญ่ก็พบว่ามีชายชายหนุ่มคนหนึ่งมาถึงก่อนแล้ว ซืออินแอบไม่พอใจที่มีคนมาปาดหน้าแย่งเป็นศิษย์เทพม่อเยวียน ขณะที่ชายชายหนุ่มนามว่า "จื่อหลาน" เห็นซืออินมากับเทพสูงศักดิ์จึงเย้ยว่าเทพสงครามม่อเยวียนไม่มีทางรับจิ้งจอกไร้สามารถ บอบบาง และคิดใช้เส้นสาย เป็นศิษย์แน่ๆ

* แม้เจ๋อเหยียนจะเป็นเทพบรรพกาลที่อายุมากเสียจนเจ้าตัวเองก็ยังลืมว่าตนอายุเท่าไหร่กันแน่ แต่เขาไม่ยอมแก่และห้ามไม่ให้ไป๋เฉี่ยนเรียกตนว่าลุง ไป๋เฉี่ยนเลยจำต้องเรียกชื่อเขาเฉยๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เคารพเขาแต่อย่างไร (เขาขู่ว่าหากใครบังอาจเรียกตนว่าลุง ตนจะตามจองล้างจองผลาญคนผู้นั้นนับพันนับหมื่นปี)

เรื่องย่อ รักใสใส หัวใจ 4 ดวง (Meteor Garden 2018) ตอนที่ 2

"เฉินชิงเหอ" เพื่อให้นสนิทอีกคนที่โรงเรียนมัธยมของซานไช่ (ซึ่งเป็นผู้สืบสกุลเจ้าของโรงงานแปรรูปกล้วย) สมัครเรียนสาขาโภชนาการที่มหาวิทยาลัยหมิงเต๋อตามซานไช่และสอบติดเช่นกัน เขากับซานไช่จึงสุขสบายที่จะได้เรียนด้วยกันอีกรอบ นอกจากนี้ทั้งคู่ยังรับ "หลี่เจิน" (เพื่อให้นที่โรงเรียนมัธยมแต่อยู่คนละห้อง และเรียนเก่งสุด) เข้ากลุ่ม ทั้งสามคนจึงสัญญาว่าจะคอยช่วยเหลือและเป็นเพื่อให้นที่ดีตลอดสี่ปีที่เรียนด้วยกัน หลังเปิดเรียนวันแรกซานไช่หมายมั่นว่าจะตั้งอกตั้งใจเรียนและเริ่มบทใหม่ของชีวิต ครั้นพบว่าทางมหาวิทยาลัยเชิญแขกผู้มีเกียรติจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียมากล่าวสุนทรพจน์และปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสปฐมนิเทศ เหล่านักศึกษาปีหนึ่งจึงพากันตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็น "มร. บ็อบบิท" ตัวเป็นๆ โดยเฉพาะเป็นอย่างมากชิงเหอ

หลังปาฐกถาจบสิ้นลง ซานไช่นำรูปมร. บ็อบบิทในมือถือตนมาอวดหลี่เจินกับชิงเหอ ขณะที่ทั้งสามคนกำลังเดินดูรูป อยู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อเหล่านักศึกษาสาวต่างพากันกรีดร้องและวิ่งกรูเข้าไปรุมถ่ายรูปสี่ชายหนุ่มเอฟโฟร์ที่บังเอิญเดินผ่านมา ซานไช่โดนเบียดจนมือถือหลุดมือ คุณพยายามก้มเก็บมือถือที่ตกอยู่บนพื้นและโดนคนเตะไปมา แต่แล้วอยู่ๆ หนึ่งในสมาชิกเอฟโฟร์ที่สวมรองเท้าหนังสีเขียวก็เหยียบโทรศัพท์มือถือของคุณจนหน้าจอแตกร้าว แต่เขายังคงเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นพบว่าโทรศัพท์พังซานไช่จึงรีบวิ่งตามไปหมายเอาเรื่องและทวงถามความรับผิดชอบ คุณไม่เห็นหน้าสี่ชายหนุ่มและไม่รู้ว่าคนที่เหยียบโทรศัพท์คุณเป็นใคร แต่เห็นกับตาว่าพวกเขากำลังจะเดินออกจากตึก (โดยมีสาวๆ ตามกรี๊ด)   พอเห็นนักศึกษาสาวกลุ่มหนึ่งกำลังยืนมุงและรุมถ่ายรูปใครบางคนแบบรัวๆ  ซานไช่จึงแทรกตัวเข้าไปกลางวงแล้วคว้าแขนชายคนหนึ่งทันที ปรากฏว่าชายคนดังที่ได้กล่าวมาแล้วคือมร. บ็อบบิทซึ่งเป็นแขกวีไอพีของทางมหาวิทยาลัย  ซานไช่ยังไม่ทันกระชากแขนให้เขาหันมาก็โดนบอดี้การ์ดล็อคตัวต่อหน้าธารกำนัล (และสี่ชายหนุ่มเอฟโฟร์) เสียก่อน

หลังจากนั้นวีรกรรมของซานไช่ (ที่คุกคามแขกวีไอพี) ก็เป็นที่กล่าวขวัญทั่วมหาวิทยาลัย ครั้นรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด หลี่เจินกับชิงเหอจึงสงสัยว่าสี่ชายหนุ่มเอฟโฟร์ที่นักศึกษาสาวต่างพากันคลั่งไคล้เป็นใครกันแน่ "กัวไฉ่เจี๋ย" รุ่นพี่ปีสามคณะวารสารศาสตร์ คิดว่าน้องใหม่ทั้งสามไม่รู้จักชายหนุ่มๆ เอฟโฟร์ เลยช่วยชี้ว่า สี่ชายหนุ่มเอฟโฟร์เป็นรุ่นพี่ปี 4 ที่ดังสุดๆ ในมหาวิทยาลัย พวกเขามีความสูงโดยเฉลี่ย 185 ซ.ม. ทุกคนล้วนหล่อขั้นเทพ มีพรสวรรค์อันโดดเด่น และอัธยาศัยดี ที่สำคัญแต่ละคนล้วนเป็นหัวกะทิในสาขาวิชาของตน "ฮัวเจ๋อเล่ย" เรียนเอกดนตรี ส่วน "ซีเหมินเยี่ยน",  "เฝิงเหม่ยจั้ว" และ  "เต้าหมิงซื่อ" เรียนเอกบริหารธุรกิจ พวกเขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในมหาวิทยาลัย  แต่ละคนพูดได้อย่างน้อยสามภาษา ทุกคนไม่เพียงฉลาดแต่ยังรสนิยมดีและใช้ชีวิตอย่างหรูหรา มองเผินๆ สี่ชายหนุ่มเอฟโฟร์อาจเหมือนคนเจ้ายก้หลายใจแต่ความจริงแล้วพวกเขาให้เกียรติผู้หญิง ทั้งสี่คนสนิทกันมากเพราะเป็นเพื่อให้นกันมาตั้งแต่เด็กจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนใหม่มาร่วมแก๊ง

ไฉ่เจี๋ยยังบอกอีกว่า เหล่าบรรดาเด็กสาวต่างคลั่งไคล้เอฟโฟร์ ขณะเดียวกันก็มีเด็กชายหนุ่มคนจำนวนไม่น้อยต้องการพิสูจน์ว่าพวกตนมีดีมากยิ่งกว่าเอฟโฟร์ พวกเขาจึงขอท้าพิสูจน์ผ่านเกมบริดจ์ (ไพ่ชนิดหนึ่ง ปัจจุบันถือเป็นเกมกีฬา) ซึ่งเป็นเกมไพ่ระดับสากลที่ต้องอาศัยทั้งทักษะและทีมเวิร์ค เอฟโฟร์ไม่ได้เล่นบริดจ์เก่งแค่ในมหาวิทยาลัยแต่พวกเขายังเป็นดาวเด่นบนเวทีโลก  ถ้าใครอยากโค่นเอฟโฟร์ก็ต้องเอาชนะผ่านเกมบริดจ์และต้องเจ๋งจริง แต่ทว่านับตั้งแต่เอฟโฟร์ก่อตั้งชมรมบริดจ์ ยังไม่มีเคยมีใครเอาชนะพวกเขาได้เลย แถมสี่ชายหนุ่มยังมีจุดแข็งและยุทธวิธีในการเล่นบริดจ์ที่แตกต่างกัน

เรื่องย่อ ดาบมังกรหยก (Heavenly Sword and Dragon Slaying Sabre) ตอนที่ 6

อีกด้านหนึ่ง "จางชุ่ยซาน" [เตียชุ่ยซัว] (ศิษย์คนที่ห้าของสำนักอู่ตัง) พึ่งเดินทางกลับมาถึงสำนัก เมื่อมาถึงเขาก็ตรงไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อให้แสดงความเคารพรูปปั้นพระโพธิสัตว์ โดยเปล่งวาจาว่า "ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน" (เป็นคำกล่าวตามแบบลัทธิเต๋า หากเป็นศาสนาพุทธจะกล่าวว่า "อามิตตาพุทธ") ในเวลาต่อมาหกในเจ็ดศิษย์เอกรุ่นแรก (เจ็ดจอมยุทธ) ของสำนักอู่ตังได้มารวมตัวกันเพื่อให้คารวะเจ้าสำนัก "จางซานฟง" [เตียซำฮง] (ผู้คิดค้นวิชาไท้เก๊ก) หลังต่างคนต่างพึ่งกลับจากปฏิบัติภารกิจ คงมีเพียงอวี๋ไต้เหยียนที่มีกำหนดกลับในอีกสองวันข้างหน้า ครั้นผู้เป็นอาจารย์ถามว่าศิษย์แต่ละคนทำภารกิจอะไรเป็นของขวัญวันเกิดตนในปีนี้บ้าง จางชุ่ยซานจึงนำภาพที่ทุกคนช่วยกันวาดมาให้อาจารย์ดู

จางซานฟงเห็นลายเส้นแล้วรู้ทันทีว่า 'ต้นสน' วาดโดย "ซ่งยฺเหวี่ยนเฉียว" [ซ่งเอี้ยงเกี๊ยว] (จอมยุทธลำดับที่หนึ่ง) 'ภูเขา' วาดโดย "อวี๋เหลียนโจว" [ยู้เน้ยจิว] (จอมยุทธลำดับที่สอง) 'น้ำตก' วาดโดย "จางซงซี" [เตียซ่งโคย] (จอมยุทธลำดับที่สี่) 'สายน้ำ' วาดโดย "อินหลีถิง" [ฮึงหลีเต็ง] (จอมยุทธลำดับที่หก) 'ก้อนหิน' วาดโดย "โม่เซิงกู่" [มกเซียก๊อก] (จอมยุทธลำดับที่เจ็ด) ส่วนบทกวีเขียนโดย "จางชุ่ยซาน" [เตียชุ่ยซัว] (จอมยุทธลำดับที่ห้า) เนื้อหาในบทกวีกล่าวยกย่องและอวยพรจางซานฟง ก่อนบรรยายว่าศิษย์แต่ละคนไปทำภารกิจอะไรมา โดยศิษย์ทั้งหกล้วนลงเขาไปช่วยเหลือราษฎร ขจัดภัยพาล ปราบโจรผู้ร้าย กำจัดทหารมองโกล และขจัดขุนนางฉ้อฉล ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าผู้ฝึกยุทธควรทำ (ณ ตอนนี้แผ่นดินจีนไม่ได้ปกครองโดยชาวฮั่น แต่ปกครองโดยมองโกลราชวงศ์หยวน เหล่าจอมยุทธจึงพยายามโค่นล้มราชวงศ์หยวนหมายกอบกู้แผ่นดินให้กลับมาเป็นของชาวฮั่นดังเดิม) 

อวี๋ไต้เหยียนพาเต๋อเฉิงไปหลบซ่อนตัวที่ศาลเจ้าเทพสมุทรซึ่งอยู่ในสภาพรกร้าง แต่เต๋อเฉิงยังคงไม่ไว้ใจอวี๋ไต้เหยียนเพราะเกรงว่าเขาจะชิงดาบฆ่ามังกรไป อวี๋ไต้เหยียนมองว่าพิษได้แทรกซึมไปสู่อวัยวะสำคัญของเต๋อเฉิงแล้วจึงทำได้เพียงมอบยาถอนพิษเทียนซิน ซึ่งจะช่วยยื้อชีวิตเต๋อเฉิงได้อีกสามวัน จากนั้นก็แนะให้เต๋อเฉิงรีบนำดาบไปแลกยาถอนพิษที่สำนักไห่ซา เพราะนี่เป็นทางรอดเดียวของเขา เต๋อเฉิงปฏิเสธทันควัน เขายังคงยืนกรานว่าตนยอมตายแต่ไม่มีทางนำดาบไปแลกยาถอนพิษ อวี๋ไต้เหยียนมองว่าหมดเรื่องตนแล้วจึงหันหลังเดินจากไป ครั้นเต๋อเฉิงกระอักเลือดเขาจึงรีบกลับมาเทยาให้ แต่เต๋อเฉิงดันกรอกยาเม็ดใส่ปากรวดเดียวหมด อวี๋ไต้เหยียนรีบร้องห้ามแต่ไม่ทัน เต๋อเฉิงไม่อยากถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังจึงรีบคลานไปกอดขาอวี๋ไต้เหยียนเอาไว้ ก่อนเสนอว่าจะแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากดาบฆ่ามังกรให้อวี๋ไต้เหยียนครึ่งหนึ่ง อวี๋ไต้เหยียนได้ยินแล้วรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ เขาไม่สนใจดาบนั่น และสำนักอู่ตังไม่ช่วยคนหวังผล