เรื่องย่อ เสน่หามายาจิ้งจอก (Beauties in the Closet)

ละคร "เสน่หามายาจิ้งจอก" (Beauties in the Closet) ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง "胭脂醉" (เยียนจือจุ้ย) ของ "ชุ่ยเหอ" เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวของอสูรเพียงพอนแสนซน "หวงชิงเฟิง" และจิ้งจอกน้อย "หูเฟยหลวน" (สายเลือดจิ้งจอกแดงเก้าหาง) ซึ่งอาศัยอยู่ในเผ่าจิ้งจอกบนเขาหลีซานและต่างรักใคร่นับถือกันดุจพี่น้อง เพื่อให้ปกป้องเผ่าจิ้งจอกจากฮ่องเต้ใจโฉดทั้งคู่จึงจำแลงกายเป็นหญิงงามแล้วเข้าวังหมายล่อลวงและลอบฆ่าฮ่องเต้ แต่เกิดจับพลัดจับผลูเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก ซ้ำยังได้ลิ้มลองรสชาติของความรักอีกด้วย

* เพียงพอน (หวงฉู่หลาง) ในที่นี้หมายความว่า เพียงพอนไซบีเรีย (Siberian weasel)

เหตุการณ์ในละครเกิดขึ้นช่วงปลายราชวงศ์ถังซึ่งเป็นยุคที่ขันทีครองเมืองเรืองอำนาจ (ละครอ้างอิงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ตัวละครสำคัญในวัง ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องเต้ เชื้อพระวงศ์ และขันที จึงมีตัวตนจริง) โดยละครเปิดฉากขึ้นในรัชสมัย "พระราชาธิราชถังจิ้งจง" (นาม "หลี่จ้าน" ครองราชย์ปี ค.ศ. 824-827) จุดเริ่มของเรื่องราวเกิดขึ้น ณ เขาหลีซานซึ่งทอดตัวยาวนับร้อยลี้และมีสัตว์อสูรอย่างมากอาศัยอยู่ สองพี่น้องต่างสายพันธ์ุ "หวงชิงเฟิง" และ "หูเฟยหลวน" ต่างเติบโตในเผ่าจิ้งจอกที่เร้นกายบนเขาหลีซาน ทั้งคู่สนิทสนมและมักเล่นซนในป่ากันอย่างสนุกสนาน ชิงเฟิงพยายามฝึกให้เฟยหลวนรู้เท่าทันตนเพื่อให้ที่วันหน้าจะได้ไม่โดนคนอื่นหลอก แต่เฟยหลวนกลับหลงกลทุกครั้งเพราะไว้ใจและวางใจในตัวพี่สาวอย่างชิงเฟิง นั่นจึงทำให้ชิงเฟิงรู้สึกเป็นห่วง คุณไม่คิดอยู่ข้างเคียงคอยปกป้องเฟยหลวนตลอดไปเพราะตั้งอกตั้งใจว่าสักวันจะไปใช้ชีวิตในแดนมนุษย์และลองรักดูสักครั้ง

แม้ชิงเฟิงยังไม่มีโอกาสลงไปอยู่แดนมนุษย์ดังฝันแต่มนุษย์ก็บุกมาหาคุณและเหล่าจิ้งจอกถึงที่ ก็แค่ว่าพวกเขาไม่ได้มาดี… ฮ่องเต้จิ้งจงแห่งราชวงศ์ถังชอบล่าจิ้งจอกรอบๆเชิงเขาหลีซานเป็นชีวิตจิตใจ และคราวนี้พระองค์ได้นำฝูงเหยี่ยวมาช่วยในการไล่ล่า เหล่าจิ้งจอกอสูรจึงพากันวิ่งหนีตายกันอย่างโกลาหล องค์ชาย "หลี่หาน" (พระอนุชาของฮ่องเต้ ตำแหน่ง "เจียงหวัง") ไม่ชอบล่าสัตว์เป็นทุนเดิม เขาไม่อาจทนดูจิ้งจอกถูกล่าด้วยวิธีการที่เหี้ยมโหดจึงใช้ธนูยิงเหยี่ยวเพื่อให้ช่วยชีวิตจิ้งจอกเทาตัวหนึ่ง แต่นั่นก็ทำให้จิ้งจอกตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหางขาด ชิงเฟิงเห็นดังนั้นเลยเข้าใจผิดคิดว่าหลี่หานจะฆ่าจิ้งจอก คุณจึงคืนร่างเพียงพอนแล้วกระโดดเกาะแขนหลี่หานหมายเปิดทางให้จิ้งจอกเทาหลบหนี หลี่หานเห็นเพียงพอนน้อยแล้วโกรธไม่ลง เพราะแววตาของมันทำให้เขานึกถึงเด็กผู้หญิงที่เคยช่วยชีวิตตนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

ซามูไร อโยธยา ภาคต่อ3

นาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ควบคุมชุมชนญี่ปุ่นในอยุธยา (หมู่บ้านญี่ปุ่นในปัจจุบัน ตั้งอยู่ฝั่งตรงผ่านแม่น้ำกับหมู่บ้านโปรตุเกส บ้านเดิมของกระผมเอง) (กระผมเองนี้คือ "ออกหลวงมงคล" นะครับ)
ออกญาเสนาภิมุขผู้นี้สร้างสมอิทธิพลจนแปลงเป็นขุนนางที่มีอำนาจในราชสำนักและเป็นที่เกรงกลัวของบรรดาขุนนางและทหารไทยเป็นอย่างมาก เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม การเมืองในราชสำนักก็ผันผวน เมื่อ ออกญากลาโหม คิดแผนแย่งชิงบัลลังก์จากพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คิดแผนกำจัดขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนสิ้นชีพไปหลายต่อหลายๆคน แต่ออกญากลาโหม กลับเกรงกลัวอำนาจของออกญาเสนาภิมุข และบรรดาทหารอาสาญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก จึงทำได้แค่ผูกมิตรไว้ และคิดแผนกำจัดโดยการส่งออกญาเสนาภิมุข และทหารอาสาญี่ปุ่นไปครองเมืองนครศรีธรรมราช
ในช่วงที่ออกญาเสนาภิมุขลงไปครองเมืองนครฯ ก็กำจัดบรรดาเจ้าเมืองดั้งเดิมชาวนครฯ เสียแทบไม่เหลือ และได้ทำสงครามปราบกบฏปัตตานีหลายครั้ง มีครั้งหนึ่ง ได้รับบาดเจ็บถูกอาวุธที่เท้า ออกญากลาโหม ส่งหมอหลวงจากอยุธยาลงไปรักษา แต่แท้ที่จริงแล้ว ยาที่รักษานั้นเป็นยาพิษ ออกญาเสนาภิมุข เจ้าเมืองนครฯ จึงสิ้นชีพที่นครศรีธรรมราชนั่นเอง ส่วนออกญากลาโหม ก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชเป็น สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
สมัยที่ผมเคยไปรับราชการที่จังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 2 ปี ก็เคยได้ยินได้เห็นเรื่องราวในทางลบของออกญาเสนาภิมุขยามาดะนี้ ขนาดว่าถ้าเด็กกำลังร้องไห้อยู่พอเอ่ยชื่อยามาดะเป็นอันหยุดร้องเลยครับ แต่มุกนี้ฟังคุ้นๆเหมือนคนไทยจะใช้ว่าใครต่อใครบ่อยเหลือเกิน ด้านปี พ.ศ. เพื่อให้ความชัดเจนขอลงเอาเหตุการณ์สำคัญที่เกี่่ยวข้องมาเรียงลำดับดูดังนี้ครับ ตามประวัติ ยามาดะเกิดในปี 2113 สงครามยุทธหัตถีนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2135 ซึ่งยามาดะมีอายุราว 22 ปี และต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2148 จากนั้นขอผ่านมายังรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเลยครับที่ทรงครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2154 และปีที่ทรงส่งราชทูตไปยังญี่ปุ่นซึ่งคาดว่ายามาดะตัวจริงอาจจะเดินทางร่วมมาในตอนขากลับคือ พ.ศ. 2164 เป็นปีที่ยามาดะอายุราว 29 ปี ว่าไปแล้ว การที่บทภาพยนตร์ย้ำนักย้ำหนาว่ายามาดะคนนี้คือคนเดียวกับยามาดะออกญาเสนาภิมุขตัวจริง ก็พอจะมีความเป็นได้ในด้านของช่วงอายุ แต่ความจริงทางประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นความจริงอยู่นั่นเอง ยังไงๆผมขอรับรองตามความจริงที่ค้นคว้ามาได้ว่า ยามาดะตัวจริงนั้นเผ่านาเมืองไทยในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมครับ

ซามูไร อโยธยา ภาคต่อ2

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ยะมะดะ นะงะมะซะถูกล้อมจับ และถูกเนรเทศจากกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มีบุตรชายลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น กับเมียชาวไทย นามว่า โอนิน และได้ส่งบุตรชายและคณะไปเรียกส่วยภาษีจากเมืองปัตตานี แต่ได้รับการต่อต้านจากจากชาวต่างชาติในเมืองปัตตานีเช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษ ที่ไม่พอใจที่ชาวญี่ปุ่นมีอิทธิพลในแถบนั้น ยะมะดะ นะงะมะซะ ยกทัพไปทำศึกกับปัตตานี แต่ได้รับบาดเจ็บถูกฟันที่ขา จึงยกทัพกลับนครศรีธรรมราชขณะที่การรบยังไม่เสร็จสิ้น
ยะมะดะ นะงะมะซะ ถึงแก่กรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2176 หลังจากได้รับพิษจากยารักษาแผล ที่พระเจ้าปราสาททอง ทรงบัญชาให้ออกพระมะริด เจ้าเมืองไชยา นำยาพิษงูผสมยางไม้ มาให้รักษาโดยหลอกว่าเป็นยาหลวงจากราชสำนัก
ในหนังเรื่องซามูไร อโยธยา เป็นการจับแพะมาชนแกะ เอานายทหารอาสาญี่ปุ่นที่ชื่อ ยามาดะ ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง มาเป็นออกญาเสนาภิมุขในสมัยสมเด็จพระนเรศวร หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนล่ะคนกันครับ ฉะนั้นหนังเรื่องนี้ ดูเอาสนุกอย่างเดียวก็พอครับ อย่าไปอ้างอิงกับประวัติศาสตร์ เพราะไม่ถูกต้อง
ออกญาเสนาภิมุข ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร สันนิษฐานว่าตำแหน่งเดิมคือ ออกพระสุมิฮิโร่ เจ้ากรมทหารอาสาญี่ปุ่น ที่นำทหารอาสาญี่ปุ่นเข้าสู้ศึกยุทธหัตถีร่วมกับทหารอโยธยา
ส่วนคนญี่ปุ่นที่ชื่อ "ยามาดะ" เผ่านาอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งอยู่หลังรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประมาณ 10-20 ปี เดิมทีเป็นแค่คนหามเกี้ยวให้โชกุนที่ญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อเสร็จศึกทุ่งเซกิงาฮาร่า ซามูไรข้างที่พ่ายแพ้ ต้องระหกระเหินแปลงเป็นโรนินไร้สังกัด หลบหนีออกจากญี่ปุ่นมาแสวงโชคยังแผ่นดินใหม่ในหลายประเทศ ทั้งเขมร และอยุธยา
ยามาดะ ผู้นี้ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพวกเดียวกับข้างที่พ่ายแพ้ หรือเปล่าก็เป็นพวกที่นับถือคริสเตียน ที่ถูกโชกุนกวาดล้าง จึงลี้ภัยมายังอยุธยา ด้วยความที่เป็นคนกล้าหาญ เฉลียวฉลาดในด้านการค้า จึงเข้ารับราชการในราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้ดิบได้ดีถึงขนาดได้เลื่อนตำแหน่งเป็น

ซามูไร อโยธยา

จากการที่เคยนำเสนอเรื่องราวของภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร มีสมาชิกบางท่านบ่นว่าภาพยนตร์เหล่านั้นหลายเรื่องก็ยังเดินตามรอยประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เขียนไว้เหมือนฝังชิปให้คนฝังใจอยู่แต่เรื่องของความรักชาติแบบผูกขาดที่มีพม่าเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดศก ทีนี้ชาติอื่นๆละครับ มีใครทำหน้าที่อะไรบ้างใน Theme นิยายประวัติศาสตร์ไทยบ้าง ญี่ปุ่นจัดเป็นชาติหนึ่งที่มีกองกำลังทหารอาสาร่วมรบอยู่กับอโยธยามาเพราะในประเทศเขาเองช่วงหนึ่งมีการสู้รบแย่งชิงอำนาจกัน พลพรรคของข้างที่พ่ายแพ้ก็ต้องกระเส็นกระสายไปตามที่ต่างๆ รวมทั้งอาณาจักรอโยธยานี้เอง และก็มีชาวญี่ปุ่นในกองทหารอาสาญี่ปุ่นของอโยธยารายหนึ่งชื่อ ยามาดะ นางามาสะ ที่สามารถทำราชการมีความดีความชอบความชอบสูงสุดจนได้เป็นถึงออกญาเสนาภิมุข เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักก็ชอบนำท่านผู้นี้มาเป็น Presenter ในด้านความเกี่ยวพันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน และเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์ไทยเกี่ยวกับท่านผู้นี้ขึ้นมาก็แน่ๆว่าเป็นการเดินตามรอยการสร้างภาพสวยงามในประวัติศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่นดังว่า ทั้งที่พอดูกันในรายละเอียดจริงๆ เรื่องราวของยามาดะก็ไม่ได้สวยงามอะไรนักลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องราวของยามาดะที่ปรากฏใน "ซามูไรอโยธยา" กันก่อนดียิ่งกว่าครับ ยามาดะ นางามาสะ เป็นชาวญี่ปุ่นที่เผ่านาในกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ที่แม้ว่าอยุธยาจะเป็นข้างชนะพม่า แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบจากการที่มีโจรพม่ารังควานตามชายแดน หัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่นได้มอบหมายให้ยามาดะไปสืบสวนจนได้ความว่า แท้ที่จริงโจรพม่าเหล่านั้นเป็นชาวญี่ปุ่นปลอมตัว ยังไม่ทันที่จะได้มีการไต่สวนหาตัวการใหญ่กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยามาดะถูกนินจากลุ่มหนึ่งลอบรังแกได้รับบาดเจ็บ พอดีมีทนายเลือกชาวเมืองสองแควชื่อ "ขาม" กับเพื่อให้นๆเผ่านาช่วยเหลือและพายามาดะไปรักษาตัวที่บ้านเกิดของตน ที่เมืองสองแควหรือพิษณุโลกนี้ ยามาดะซึ่งอยู่ในความดูแลของ "จำปา" น้องสาวของขามได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย รวมทั้งได้เรียนรู้ศิลปะมวยไทยจนสามารถได้รับคัดเลือกเป็น "ทนายเลือก" ประจำองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และภารกิจแรกหลังการคัดเลือก ยามาดะได้สร้างวีรกรรมร่วมกับทนายเลือกอื่นๆ ในการลอบโจมตีสกัดทหารพม่าที่หมายจะลอบเผ่านาปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ จากนั้น ยามาดะได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อโยธยาเพื่อให้ไปเช็คบิลกับกลุ่มชาวญี่ปุ่นทรยศโดยไม่ได้บอกขามแต่แรก เมื่อขามทราบความจริงจึงรีบเดินทางตามไปช่วยยามาดะได้ทันเวลา ทั้งสองได้ช่วยกันต่อสู้กับบรรดานินจาร้ายๆ ซึ่งก็ตามฟอร์มละครับ คือประสบความสำเร็จแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของขามท่ามกลางความเศร้าโศกของยามาดะ
ทีนี้มาดูกันว่าในภาพยนตร์มีอะไรจริง-ไม่จริง หรือสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ขนาดไหน
เกี่ยวกับตัวยามาดะเอง ขออนุญาตใช้เครื่องทุ่นแรงเลยแล้วกันครับ คือมีแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่เขาอธิบายไว้ค่อนข้างชัดอยู่และจากนั้นก็ขอลอกการบ้านมาดีมากยิ่งกว่า แต่ระดับผมถ้าจำเป็นจะต้องลอกก็ไม่ใช่ลอกกันเปล่าๆ แต่จะให้เครดิตกันและมีความเห็นส่วนตัวพ่วงท้ายเข้าประกอบ แหล่งข้อมูลแรก เป็นวิกิพีเดียซึ่งขณะที่ผมเขียนบทความนี้มีอธิบายไว้ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ดังนี้ครับ
ยะมะดะ นะงะมะซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข (ญี่ปุ่น: 山田長政 Yamada Nagamasa; พ.ศ. 2113 — พ.ศ. 2173) เป็นซามูไรชาวญี่ปุ่น ที่เผ่านารับราชการ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข
ยะมะดะ นะงะมะซะ เดินทางเผ่านากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับคณะทูตจำนวน 60 คน ที่พระเจ้าทรงธรรมทรงส่งไปถึงเมืองเอโดะ(โตเกียวในปัจจุบัน) ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 นะงะมะซะ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และก้าวหน้าก้าวหน้าในเวลาต่อมา เป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา)

ซามูไร อโยธยา

จากการที่เคยนำเสนอเรื่องราวของภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร มีสมาชิกบางท่านบ่นว่าภาพยนตร์เหล่านั้นหลายเรื่องก็ยังเดินตามรอยประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เขียนไว้เหมือนฝังชิปให้คนฝังใจอยู่แต่เรื่องของความรักชาติแบบผูกขาดที่มีพม่าเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดศก ทีนี้ชาติอื่นๆละครับ มีใครทำหน้าที่อะไรบ้างใน Theme นิยายประวัติศาสตร์ไทยบ้าง ญี่ปุ่นจัดเป็นชาติหนึ่งที่มีกองกำลังทหารอาสาร่วมรบอยู่กับอโยธยามาเพราะในประเทศเขาเองช่วงหนึ่งมีการสู้รบแย่งชิงอำนาจกัน พลพรรคของข้างที่พ่ายแพ้ก็ต้องกระเส็นกระสายไปตามที่ต่างๆ รวมทั้งอาณาจักรอโยธยานี้เอง และก็มีชาวญี่ปุ่นในกองทหารอาสาญี่ปุ่นของอโยธยารายหนึ่งชื่อ ยามาดะ นางามาสะ ที่สามารถทำราชการมีความดีความชอบความชอบสูงสุดจนได้เป็นถึงออกญาเสนาภิมุข เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักก็ชอบนำท่านผู้นี้มาเป็น Presenter ในด้านความเกี่ยวพันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน และเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์ไทยเกี่ยวกับท่านผู้นี้ขึ้นมาก็แน่ๆว่าเป็นการเดินตามรอยการสร้างภาพสวยงามในประวัติศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่นดังว่า ทั้งที่พอดูกันในรายละเอียดจริงๆ เรื่องราวของยามาดะก็ไม่ได้สวยงามอะไรนักลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องราวของยามาดะที่ปรากฏใน "ซามูไรอโยธยา" กันก่อนดียิ่งกว่าครับ ยามาดะ นางามาสะ เป็นชาวญี่ปุ่นที่เผ่านาในกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ที่แม้ว่าอยุธยาจะเป็นข้างชนะพม่า แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบจากการที่มีโจรพม่ารังควานตามชายแดน หัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่นได้มอบหมายให้ยามาดะไปสืบสวนจนได้ความว่า แท้ที่จริงโจรพม่าเหล่านั้นเป็นชาวญี่ปุ่นปลอมตัว ยังไม่ทันที่จะได้มีการไต่สวนหาตัวการใหญ่กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยามาดะถูกนินจากลุ่มหนึ่งลอบรังแกได้รับบาดเจ็บ พอดีมีทนายเลือกชาวเมืองสองแควชื่อ "ขาม" กับเพื่อให้นๆเผ่านาช่วยเหลือและพายามาดะไปรักษาตัวที่บ้านเกิดของตน ที่เมืองสองแควหรือพิษณุโลกนี้ ยามาดะซึ่งอยู่ในความดูแลของ "จำปา" น้องสาวของขามได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย รวมทั้งได้เรียนรู้ศิลปะมวยไทยจนสามารถได้รับคัดเลือกเป็น "ทนายเลือก" ประจำองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และภารกิจแรกหลังการคัดเลือก ยามาดะได้สร้างวีรกรรมร่วมกับทนายเลือกอื่นๆ ในการลอบโจมตีสกัดทหารพม่าที่หมายจะลอบเผ่านาปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ จากนั้น ยามาดะได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อโยธยาเพื่อให้ไปเช็คบิลกับกลุ่มชาวญี่ปุ่นทรยศโดยไม่ได้บอกขามแต่แรก เมื่อขามทราบความจริงจึงรีบเดินทางตามไปช่วยยามาดะได้ทันเวลา ทั้งสองได้ช่วยกันต่อสู้กับบรรดานินจาร้ายๆ ซึ่งก็ตามฟอร์มละครับ คือประสบความสำเร็จแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของขามท่ามกลางความเศร้าโศกของยามาดะ
ทีนี้มาดูกันว่าในภาพยนตร์มีอะไรจริง-ไม่จริง หรือสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ขนาดไหน
เกี่ยวกับตัวยามาดะเอง ขออนุญาตใช้เครื่องทุ่นแรงเลยแล้วกันครับ คือมีแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่เขาอธิบายไว้ค่อนข้างชัดอยู่และจากนั้นก็ขอลอกการบ้านมาดีมากยิ่งกว่า แต่ระดับผมถ้าจำเป็นจะต้องลอกก็ไม่ใช่ลอกกันเปล่าๆ แต่จะให้เครดิตกันและมีความเห็นส่วนตัวพ่วงท้ายเข้าประกอบ แหล่งข้อมูลแรก เป็นวิกิพีเดียซึ่งขณะที่ผมเขียนบทความนี้มีอธิบายไว้ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ดังนี้ครับ
ยะมะดะ นะงะมะซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข (ญี่ปุ่น: 山田長政 Yamada Nagamasa; พ.ศ. 2113 — พ.ศ. 2173) เป็นซามูไรชาวญี่ปุ่น ที่เผ่านารับราชการ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข
ยะมะดะ นะงะมะซะ เดินทางเผ่านากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับคณะทูตจำนวน 60 คน ที่พระเจ้าทรงธรรมทรงส่งไปถึงเมืองเอโดะ(โตเกียวในปัจจุบัน) ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 นะงะมะซะ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และก้าวหน้าก้าวหน้าในเวลาต่อมา เป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา)

เรื่อง ปืนใหญ่จอมสลัด ภาคต่อ14

เรียนรู้ทำวามรู้ความเข้าใจกับมัน ก็ต้องมีการสัมมนาบ่อย ๆ ครั้ง ผู้แสดงกลุ่มนี้ทำให้ผมมีเวลามากขึ้นที่จะมาทำงานทางนี้ได้บริบูรณ์แบบมากขึ้นครับ
การถ่ายทำบนเรือเป็นอย่างไรบ้าง
การถ่ายทำบนเรือเป็นอะไรที่ยุ่งยากที่สุดนะครับ คือนึกถึงว่าต้องเอากล้องไปอยู่บนเรืออีกลำและก็ถ่ายบนเรืออีกลำหนึ่งซึ่งไม่สามารถจะคอนโทรลอะไรมันได้นะครับ คือระหว่างถ่ายทำเนี่ยผมไม่สามารถจะกางใบเรือได้ เพราะว่ายิ่งกางมันจะยิ่งกินลม มันยิ่งควบคุมทิศทางลมไม่ได้ และการคอนโทรลมันไม่ใช่แค่ว่าคอนโทรลทางทิศไหนแค่นั้นมันต้องคอนโทรลเรื่องแสง คือถ้าเรือมันบิดนิดนึงแสงมันก็เปลี่ยน หรือว่ากระแสน้ำ ลมมันแรงพัดเรือไป มันเป็นการคอนโทรลที่ยากมาก นี่คือการแค่คอนโทรลเรือ ยังไม่ได้กล่าวถึงต่อสู้บนเรือเลยด้วยซ้ำ และทีนี้พอฉากต่อสู้บนเรือเนี่ยก็อย่างที่ว่านะครับเราก็จำเป็นที่จะต้องจำเป็นจำเป็นต้องมีเรือหลาย ๆ ลำที่จะมาช่วย Support ขนของขึ้น ขนคนขึ้นลง ฉากระเบิดบนเรืออะไรต่าง ๆ ทำนองนี้ มันเป็นเรื่องที่มหาหินที่สุด (หัวเราะ) เป็นเรื่องที่ถ่ายทำยากที่สุด ทำไมเราต้องใช้เวลาถ่ายทำเป็นปี ๆ เพราะว่าฉากต่าง ๆ พวกนี้แหละครับ เกิดขึ้นบนเรือ บนแพ ปืนใหญ่อะไรต่าง ๆ พวกนี้ มันคอนโทรลยากมาก
ผมยังนึกสงสัยกลับไปเสมอว่า โอ้โห! คือผมเคยดูเบื้องหน้าของหนังต่างประเทศหลาย ๆ เรื่องนะครับ เขาใช้ผู้คนมหาศาลมาก ในขณะที่เราไม่ได้มีผู้คนอย่างมากขนาดนั้น เรือที่จะมา Support เราก็ไม่ได้อย่างมากขนาดนั้น เราไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ที่จะรองรับการถ่ายทำบนเรือได้มากขนาดนั้น เพราฉะนั้นสิ่งที่เราได้มาเป็นสิ่งที่เราทีมงานทุกคนดาราทุกท่านร่วมมือกันมากที่สุดแล้ว ที่เราได้มาได้บริบูรณ์ขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่โหดหินมากและเหน็ดเหนื่อยมาก เรือมันก็ไม่สามารถจะมีร่มเงาให้ไปหลบซะด้วยซ้ำ เราก็เจอพายุเจอฝนอยู่ตลอดนะครับ มันเป็นเรื่องที่คอนโทรลยากมาก
นัดแรกเลยที่เราดีไซน์ตั้งแต่สตอรี่บอร์ดมาว่า เราจะมีการถ่ายทำกันในสมุทรจริง ๆ มีเรือจริง ๆ ไปจอดหลาย ๆ ลำ มีการยิงปืนออกจากเรือจริง ๆ มีการรบพุ่งกันจริง ๆ ตอนแค่คิดโดยภาพที่เรานั่งนึกจินตนาการแล้วทำเป็นสตอรรี่บอร์ดจริง ๆ เนี่ย ผมคิดว่ามันไม่น่าจะยากเย็นอะไร ก็เอาเรือไปจอดและจากนั้นก็เอากล้องไปตั้งรวมทั้งถ่าย และก็คงจะแค่นั้นเอง แต่จริง ๆ แล้วในความเป็นจริงเนี่ย มันโหดหินกว่านั้นมหาศาล คือเวลาเราดูจากหนังต่าง ๆ ที่มีฉากรบทางเรือเนี่ย เราอาจจะจินตนาการว่ามันก็แค่เอาเรือมาวิ่ง รวมทั้งรบกันไปอะไรกันไป แต่จริง ๆ แล้วแค่เรือลำหนึ่งไปจอดอยู่กลางสมุทรเฉย ๆ เนี่ย มันก็หมุนรอบทิศด้วยตัวของมันเอง ด้วยคลื่น ด้วยลม ด้วยอะไรต่าง ๆ การที่จะบังคับเรือให้อยู่ตรง ๆ นิ่ง ๆ อยู่กลางสมุทร แค่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว มันต้องใช้เรือไม่รู้กี่ลำประกบ ประกบเรือหนึ่งลำและจากนั้นก็ดึงเชือกกันไปให้มันอยู่ในสภาวะที่มันตรงนิ่งพอทำได้ แล้วแถมยังมีเรือที่ต้องมีกล้องอยู่บนเรือ และคอนโทรลเรือลำนั้น ขนาดความห่างของเรือแต่ละลำ ๆ มันต้องคอนโทรลให้ได้ความห่างระยะที่เท่า ๆ กัน ผมไปลองทำนัดแรกที่ลองเอาเรือลงไปในน้ำเนี่ย 2 วัน ก็แค่หมุนเรือกันไปหมุนเรือกันมายังไม่ได้ทันถ่าย เพราะว่าแค่พยายามจะบังคับเรือให้ได้ทิศทางก็ยากพอแล้ว ต้องเลิกแล้วกลับมาคิดแผนกันใหม่ทั้งหมดว่าเราจะทำงานแบบงี้ยังไงดีอะไรอย่างงี้ คือถ้าเผื่อว่าเรามีงบประมาณอีกแบบหนึ่ง เราก็จะเลือกทำฉากอย่างนี้ในสตูดิโอเหมือนกับต่างประเทศเขา ไม่ได้ถ่ายกันในน้ำจริงนะครับ เขาทำสตูดิโอน้ำขึ้นมาและก็ถ่าย เขาจะบังคับเรือในทิศทางใดก็ได้ มันจะโยกไปในทิศทางใดก็ได้ด้วยไฮโดรลิก ด้วยอะไรต่ออะไร แต่ของเราต้องถ่ายจริง ๆ บนสมุทรจริง ๆ

เรื่องย่อ พ่อสื่อรักฉบับโชซอน (Flower Crew: Joseon Marriage Agency) ตอนที่ 9

คืนเดียวกันนั้น ซูกับพ่อช่วยกันตีเหล็ก (เกือกม้า) ครั้นถูกพ่อแซวว่าคนทั้งหมู่บ้านต่างรู้กันทั่วว่าเขาโดนนักจัดหาคู่ปฏิเสธอีกตามเคย ซูก็บอกอย่างมุ่งมั่นว่าลูกผู้ชายต้องไม่ถอดใจง่ายๆ ดังนั้นพรุ่งนี้ตนจะไปตรงนั้นอีก มูนซ็อกไม่เข้าใจว่าทำไมซูถึงดึงดันที่จะใช้บริการนักจัดหาคู่ ซูกล่าวว่าเป็นเพราะท่านแม่ เขายอมรับว่าตนบังเอิญได้ยินทุกสิ่งที่พ่อคุยกับแม่ขณะที่แม่กำลังจะตาย ในตอนนั้นพ่อเอ๋ยถึงชายคนหนึ่งที่แม่รักฝังใจและโหยหามาชั่วชีวิต เขาถามพ่อว่าไม่รู้สึกเจ็บแค้นที่แม่รักชายอื่นบ้างเลยหรือ มูนซ็อกกล่าวเพียงว่านั่นเป็นเรื่องในอดีต ซูกล่าวว่าก่อนตายแม่บอกให้ตนปฏิบัติต่อสตรีที่จะมาเป็นคู่ชีวิตอย่างสมเกียรติ ด้วยเหตุนี้ตนเลยอยากใช้บริการนักจัดหาคู่เพื่อให้จะได้แต่งงานกับแกตงเหมือนที่ชนชั้นสูงนิยมทำกัน (ถึงแม้ว่าแกตงจะไม่ใช่ชนชั้นสูงก็ตาม)

ครั้นฝนตกฟ้าร้องซูก็นึกเป็นห่วงแกตง เขาจึงคว้าร่มแล้วรีบวิ่งฝ่าสายฝนไปหาคุณทันที ในตอนนั้นแกตงกำลังนั่งตากฝนด้วยอาการหวาดผวา คุณพยายามเอามือปิดหูเพราะไม่อยากได้ยินเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า ทันใดนั้น ภาพความทรงจำในวัยเด็กก็ผุดขึ้นมา (ในตอนนั้นมีชายกลุ่มหนึ่งตามไล่ล่าคุณ คุณจึงซ่อนตัวอยู่ใต้โขดหินตามลำพัง (ขณะฝนตกหนัก) ด้วยความหวาดกลัว) กลุ่มนักล่าทาสซึ่งกำลังตามจับทาสหลบหนีเห็นแกตงนั่งตากฝนด้วยท่าทางหวาดกลัว จึงเดินไปคว้าคอเสื้อด้านหลังเพื่อให้ถามว่าคุณเป็นอะไร ซูมาเห็นเข้าพอดีจึงปัดมือนักล่าทาสคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นออก ก่อนช่วยพยุงแกตงให้ลุกขึ้นอย่างทะนุถนอม เขายกป้ายสถานะให้นักล่าทาสดูพลางบอกด้วยน้ำเสียงดุดันว่าแกตงเป็นเมียตน นักล่าทาสซึ่งอยู่ชนชั้นต่ำกว่ารีบก้มหน้าขอโทษและออกตัวว่าตนแค่ทำตามหน้าที่ เขาอยากตรวจตราแกตงให้แน่ชัดอีกทีแต่ซูไม่ยอม เขาเตือนให้นักล่าทาสเคารพลำดับชั้น (ทางสังคม) หลังจากนั้นซูก็กางร่มแล้วพาแกตงไป

หลังฝนหยุดตกซูมองว่าแกตงขาเจ็บจึงให้คุณขี่หลัง เขากล่าวว่าพวกนักล่าทาสกำลังตามหาทาสที่หลบหนีมาจากทัมนา (เกาะเชจู) แกตงสวยกว่าทาสคนนั้นตั้งเยอะ พวกนักล่าทาสมีตาหามีแววไม่ แกตงเปรยอย่างอ่อนล้าว่ามีเพียงครอบครัวที่ห่วงใยคุณอย่างแท้จริง ซูแย้งว่าพวกตนไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันสักหน่อย…แต่อีกไม่นานก็จะเป็น!! เขาคิดว่าแกตงหลับเลยถือโอกาสเผยสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ โดยกล่าวว่า “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นทาสหรือเป็นขอทาน ขอเพียงมีเจ้าอยู่เคียงคู่ข้าก็สุขใจ เช่นนั้นแล้วทำไมเราไม่เลิกเป็นเหมือนครอบครัว แล้วมาเป็นครอบครัวจริงๆ เสียที” พูดจบเขาก็ได้แต่ถอนหายใจและบ่นว่ากว่าจะได้ฟังคำตอบจากแกตงช่างยากเย็น (เขาไม่คิดขอคุณแต่งงานด้วยตัวเอง แต่จะให้ฮุนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งฮุนยังไม่ตอบตกลง) ซูพาแกตงไปส่งที่ห้อง (แกตงอยู่บ้านเดียวกับซูและพ่อ) และนั่งมองคุณครู่หนึ่งก่อนกลับเข้าห้องตัวเอง เขาเปิดดูปิ่นในกล่องที่ทำจากทองและหยก หลังจากนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง เขาหวนนึกถึงตอนที่แม่ป่วยหนัก แม่มอบปิ่นทองอันนี้ให้เขาพลางบอกให้เก็บรักษาดีๆ และให้ใช้มันเอาชนะใจผู้หญิงที่เขารัก พูดจบแม่ของเขาก็สิ้นใจ ซูมองปิ่นในมือพลางนึกถึงแม่ เขากล่าวขอบคุณและบอกแม่ว่าในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องใช้มันแล้ว

เรื่องย่อ รักข้ามมิติ (W)

กำกับ: ชอง แดยุน, ปาร์ค ซึงอู
เขียนบท: ซง แจจอง
แนวละคร: แฟนตาซี, โรแมนติก, สืบสวนสืบสวน, ระทึกขวัญ
จำนวนตอน: 16
ออกอากาศ: เกาหลี – 20 กรกฎาคม 2559 – 14 กันยายน 2559 ทางเอ็มบีซี
ไทย – ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.30-21.45 น. ทางทรูโฟร์ยู (หมายเลข 24) ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 – 4 เมษายน 2561

เรื่องย่อ
ละคร “รักผ่านมิติ (W)” นำเสนอเรื่องราวความรักของสองชายหนุ่มสาวที่อยู่กันคนละโลก แต่มีเหตุให้ได้มาพบและรักกันอย่างเหลือเชื่อ…

“โอ ยอนจู” เป็นแพทย์ประจำบ้านปี 2 สาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยมยองเซ ทั้งยังเป็นบุตรสาวของ “โอ ซองมู” นักสร้างสรรค์เว็บตูน (การ์ตูนออนไลน์) ชื่อดัง ซึ่งมีผลงานอันโดดเด่นคือเว็บตูนเรื่อง “W” ที่มีคนตามอ่านทั้งบ้านทั้งเมือง วันหนึ่งยอนจูไปหาพ่อที่บ้านหลังได้ยินว่าพ่อหายตัวไปขณะกำลังวาดตอนจบของเว็บตูน พอรู้ว่าตอนจบพระเอกถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถซึ่งผิดไปจากความคาดหมายของทุกคน ยอนจูก็รู้สึกสะดุ้ง ทั้งยังรู้สึกแปลกใจเมื่อ “ปาร์ค ซูบง” (ผู้ช่วยพ่อของคุณ) บอกว่าพ่อของคุณอยากให้พระเอกโดนฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมมานานแล้ว เมื่อเลื่อนดูภาพต้นฉบับที่หน้าจอมอนิเตอร์ ยอนจูก็พบว่าภาพสุดท้ายที่พ่อคุณวาดเอาไว้ก่อนหายตัวไปคือภาพพระเอกนอนจมกองเลือด โดยมีคนร้ายซึ่งสวมชุดดำและมีฮูดปิดบังใบหน้าถูกวาดแบบเลือนลางอยู่ทางด้านหลังของภาพ

ยอนจูเกรงว่าสาวกสาวๆ ของเว็บตูนเรื่อง “W” อาจล่วงรู้ตอนจบเลยลักพาตัวพ่อไปด้วยความโกรธ คุณจึงบอกให้ซูบงรีบแจ้งตำรวจ เมื่อซูบงออกจากห้องไปแล้วยอนจูก็สำรวจโต๊ะทำงานของพ่อและพบภาพวาด “Saturn Devouring His Son” (วาดโดยจิตรกรชาวสเปน “ฟรานซิสโก โกยา”) ซึ่งเป็นภาพเทพโครนอส (หรือ “โครนัส” ในเทพปกรณัมของกรีก) กลืนกินลูกตัวเองเพราะกลัวถูกลูกชิงอำนาจ ด้านหลังภาพมีข้อความที่พ่อคุณเขียนเอาไว้ว่าเป็นข้างกินยังดีมากยิ่งกว่าถูกกิน เมื่อยอนจูอ่านข้อความดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ภาพการ์ตูน (พระเอกนอนจมกองเลือด) บนจอมอนิเตอร์ก็เริ่มสั่น ก่อนมีมือลึกลับที่เต็มไปด้วยเลือดดึงตัวคุณเข้าไปในอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นโลกของเว็บตูนเรื่อง “W” ที่พ่อคุณเป็นคนสร้าง และนั่นก็ทำให้คุณได้พบกับ “คังชอล”

“คังชอล” เป็นคาแรคเตอร์หลัก (พระเอก) ของเว็บตูนเรื่อง “W” เขาเป็นอดีตนักกีฬายิงปืนที่ได้เหรียญทองจากการแข่งขันโอลิมปิกปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ (ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 17 ปี) หลังเป็นฮีโร่ของชาติได้เพียงสองปีชีวิตของเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อพ่อแม่ น้องชาย และน้องสาวของเขาถูกคนร้ายบุกเผ่านาฆ่าถึงในบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัยและต้องติดคุกเพราะปืนที่คนร้ายใช้เป็นปืนของเขา (ปืนที่เขาใช้แข่งขันโอลิมปิก) แถมคนร้ายยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกับไม่มีตัวตน หลังหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาเขาเคยคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะทำใจรับความสูญเสียไม่ได้ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนความท้อแท้สิ้นหวังเป็นความมุ่งมั่นในการสืบหาตัวฆาตกรมาลงโทษ ขณะเดียวกันก็เร่งสร้างเนื้อสร้างตัวจนแปลงเป็นมหาเศรษฐี ปัจจุบันเขาเป็นประธานบริษัท “เจแอนด์โกลบอล” และยังเป็นเจ้าของสื่ออย่าง “ดับเบิ้ลยู แชนแนล” อีกด้วย (“ดับเบิ้ลยู แชนแนล” มาจากคำว่า Who และ Why คังชอลต้องการสืบว่าฆาตกรที่ฆ่าคนในครอบครัวตนเป็นใคร ทำไมถึงทำเช่นนั้น เลยผลิตรายการแนวสืบสวนสอบปากคำ เพื่อให้ให้สามารถสืบหาข้อมูลเชิงลึกได้โดยสะดวก)

วันหนึ่งคังชอลถูกแทงปางตายและนอนจมกองเลือดบนดาดฟ้าโรงแรม (ที่เขาอาศัยอยู่) โชคดีที่มีหญิงสาวลึกลับคนหนึ่งโผล่มาช่วยชีวิตเขาเอาไว้ หลังจากนั้นคุณก็หายตัวไปโดยทิ้งไว้เพียงนามบัตรที่บอกว่าคุณเป็นศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ชื่อ “โอ ยอนจู” ที่น่าแปลกก็คือ ทั้งโรงพยาบาลและเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุบนนามบัตรล้วนไม่มีอยู่จริง (ในโลกของคังชอล) ถึงกระนั้นเขาก็พยายามตามหาคุณเพราะเชื่อว่าคุณคือผู้กุมชะตาชีวิตตน

หลังยอนจูถูกดึงเข้าไปในโลกของคังชอล เนื้อหาของเว็บตูนเรื่อง “W” ก็ดำเนินไปตามเหตุการณ์ที่คุณพบเจอโดยที่พ่อของคุณไม่ได้ลงมือวาด แถมยังเผยแพร่บนเว็บเองแบบเรียลไทม์อีกด้วย และเพราะยอนจูช่วยชีวิตคังชอลเอาไว้ เว็บตูนเรื่อง “W” จึงยังไม่ (ยอม) จบ แถมเรื่องราวยังดำเนินต่อไปด้วยตัวของมันเอง โดยยอนจูแปลงเป็นคาแรคเตอร์ใหม่และเป็นตัวดำเนินเรื่องไปโดยปริยาย เมื่อกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง (คุณกลับมาอยู่ด้านในห้องทำงานของพ่อดังเดิม หลังมีข้อความ “โปรดติดตามตอนต่อไป” ปรากฏขึ้นตรงหน้า) แล้วพบว่าพ่อของคุณ (ซึ่งกลับมาที่บ้านแล้ว) จะเขียนให้คังชอลโดนฆ่าตายอีกรอบ คุณจึงขอร้องพ่อว่าอย่าฆ่าคังชอลแต่ก็ไม่เป็นผล

เมื่อรู้ว่าพ่อจะทำให้คังชอลถูกฆ่าขณะรักษาอาการบาดเจ็บในโรงพยาบาลฮันกุกซองจิน โดยให้พยาบาลเติมโพแทสเซียมลงไปในน้ำเกลือแทนยาปฏิชีวนะ ยอนจูก็รู้สึกเป็นห่วงและรับไม่ได้เพราะคุณเป็นคนช่วยชีวิตเขาเองกับมือ แต่แล้วอยู่ๆ ยอนจูก็ไปโผล่ในโลกของคังชอลและช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทันเวลาอีกที และนั่นก็ทำให้คนรอบข้างคังชอลรู้สึกสงสัยในเจตนาและความเป็นมาของยอนจู มีเพียงคังชอลเท่านั้นที่วางใจคุณทั้งๆ ที่เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลย แต่คุณกลับรู้เรื่องของเขาเป็นอย่างดี ทั้งยังรู้ด้วยว่าเขากำลังถูกลอบปองร้าย ยอนจูได้ยินว่าตำรวจกำลังมาที่นี่จึงขอร้องจากคังชอลเพราะคุณไม่สามารถให้การหรือเป็นพยานได้ ทั้งยังบอกคังชอลไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร (คุณมาจากโลกอื่นเลยไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง) ทำให้คังชอลยิ่งสงสัยหนักขึ้น ถึงกระนั้นเขาก็รู้โดยสัญชาตญาณว่าคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายและไม่ได้คิดร้ายกับต

ยอนจูรับปากส่งเดชว่าถ้าคังชอลออกจากโรงพยาบาลแล้วคุณจะเล่าให้ฟังทุกอย่าง คังชอลจึงสั่งให้ลูกน้องแอบพายอนจูออกจากโรงพยาบาล และให้มือถือคุณเครื่องหนึ่งพลางบอกว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ตนจะโทรฯ หา หลังจากนั้นยอนจูก็ออกมานั่งที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลเพื่อให้รอเวลาที่จะถูกส่งกลับไปยังโลกของคุณ แต่แล้วอยู่ๆ เข็มบอกเวลาบนนาฬิกาข้อมือของคุณก็หมุนติ้ว หลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ที่แท้คังชอลโทรฯ มาทวงสัญญาเพราะเขาพึ่งออกจากโรงพยาบาลหลังเข้ารับการรักษานาน 2 เดือน (แต่ยอนจูพึ่งมาโลกของคังชอลได้ราวครึ่งชั่วโมง และมานั่งที่ป้ายรถเมล์แค่ไม่กี่นาที) คังชอลคิดว่ายอนจูใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่เคยใส่เมื่อสองเดือนก่อน ซ้ำยังเป็นเสื้อแขนยาวทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นหน้าร้อนเลยพาคุณไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่

ขณะอยู่ด้านในห้องลองเสื้อ ยอนจูต้องการกลับไปยังโลกของคุณจึงพยายามคิดหาวิธีให้เว็บตูนเรื่อง “W” จบตอน พอนึกขึ้นได้ว่าในตอนท้ายของซีรีส์แต่ละตอนมักมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับคาแรคเตอร์หลักเพื่อให้นำไปสู่เรื่องราวในตอนต่อไป คุณจึงเดินไปตบหน้าคังชอลแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อมองว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลคุณจึงจูบคังชอลต่อหน้าพนักงานและลูกค้าคนอื่นๆ ทันใดนั้นทุกอย่างก็หยุดนิ่งและมีคำว่า “โปรดติดตามตอนต่อไป” ปรากฏขึ้นตรงหน้าคุณ คุณจึงวิ่งเข้าไปในห้องลองเสื้อและหายตัวไป เมื่อกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงโดยสวมชุดราคาสูงที่คังชอลซื้อให้ ยอนจูก็พบว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคุณได้แปลงเป็นตอนปัจจุบันของเว็บตูน และนั่นก็ทำให้พ่อของยอนจูโกรธมาก เขาจึงยุบทีมผู้ช่วยและคิดที่จะวาดตอนจบด้วยตัวเองทั้งหมดเพื่อให้ไม่ให้ความลับรั่วไหลไปถึงหูยอนจู

หลังยอนจูหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา คังชอลก็ขับรถหรูออกจากห้างสรรพสินค้าและมุ่งหน้าไปที่ออฟฟิศตามลำพัง (ที่นั่งข้างคนขับมีเสื้อผ้าชุดเก่าและบัตรประจำตัวแพทย์ของยอนจูวางอยู่) ทันใดนั้นก็มีรถบรรทุกที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนพุ่งตรงมาหาเขา (ในตอนนั้นพ่อยอนจูกำลังวาดภาพรถสปอร์ตของคังชอลชนประสานงากับรถบรรทุก) ก่อนที่รถทั้งสองคันจะพุ่งเข้าหากัน ทุกอย่างรอบตัวคังชอลกลับหยุดนิ่งเช่นเดียวกันกับมีคนกดปุ่มหยุดชั่วคราว เขาจึงรีบหักพวงมาลัยหลบให้พ้นทาง หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพปกติและไม่เกิดอุบัติเหตุอะไร พ่อยอนจูเห็นภาพอุบัติเหตุที่ตัวเองวาดค่อยๆ เลือนหายไป ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขหรือวาดใหม่ได้ก็รู้สึกสะดุ้ง คังชอลรู้สึกได้ว่าอุบัติเหตุในคราวนี้เหมือนมีคนจงใจทำให้เกิดขึ้น เขาจึงแหงนหน้ามองฟ้า (มองพ่อยอนจู) พลางถามด้วยสีหน้าท่าทางเอาเรื่องว่า “คุณเป็นใคร” พ่อยอนจูเห็นภาพและข้อความดังที่ได้กล่าวมาแล้วจากจอมอนิเตอร์แล้วถึงกับช็อค หลังจากนั้นเขาก็หายตัวไปพร้อมคอมพิวเตอร์

ยอนจูมาบ้านพ่อและอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ซูบงฟัง แม้จะยากทำใจแต่หลังวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเขาก็เชื่อคุณในที่สุด เขายังบอกคุณด้วยว่าวันนี้พ่อของคุณจะเขียนตอนจบอีกรอบและคงทำให้คังชอลตายตอนจบตามที่ตั้งอกตั้งใจเอาไว้ ที่พ่อคุณหายตัวไปคงเป็นเพราะไม่อยากโดนรบกวน ดังนั้น เขาต้องฆ่าคังชอลอีกรอบแน่ๆ ยอนจูอยากรู้สาเหตุและแรงจูงใจของพ่อเลยไล่ดูเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับเว็บตูนเรื่อง “W” โดยดูไฟล์ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่พ่อคุณเขียนให้คังชอลกระโดดสะพานผ่านแม่น้ำฮัน (พ่อคุณเขียนเว็บตูนเรื่องนี้มา 7 ปีแล้ว) ปรากฏว่าปีนั้นพ่อกับแม่ของคุณแยกทางกันแล้วแม่พาคุณไปอยู่ด้วย พ่อของคุณทั้งเครียดและเสียใจมากจนไม่อาจเขียนเว็บตูนเรื่อง “W” ได้อีกต่อไป เขาจึงเขียนให้คังชอลกระโดดสะพานผ่านแม่น้ำฮันฆ่าตัวตายเพื่อให้จบเรื่อง เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเขาก็รู้สึกตระหนกตกใจที่เห็นภาพคังชอลใช้มือข้างหนึ่งเกาะราวสะพานเอาไว้ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเขาวาดให้คังชอลกระโดดลงแม่น้ำไปแล้ว ถึงจะรู้สึกสับสนและคิดว่าตนดื่มหนักจนหลงลืมแต่เขาคิดว่านี่คือการบอกเป็นนัยๆ ให้ลุกขึ้นสู้อีกที เขาจึงยอมให้คังชอลมีชีวิตอยู่ต่อไป หลังจากนั้นเว็บตูนเรื่อง “W” ก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

แต่ระยะหลังเริ่มเกิดเหตุแปลกเมื่อเนื้อหาและภาพที่พ่อยอนจูวาดเริ่มไม่เป็นดังตั้งอกตั้งใจ ดูเหมือนว่าคังชอลจะมีชีวิตและมีความคิดเป็นของตนเองจึงไม่ยอมปล่อยให้เรื่องราวเป็นไปตามที่พ่อยอนจูเขียน ทำให้ภาพที่พ่อยอนจูวาดเองกับมือเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าต่อตา เมื่อมีภาพและเนื้อหา (การ์ตูน) ที่เขาไม่ได้เขียนปรากฏบนจอมอนิเตอร์เองบ่อยครั้ง พ่อยอนจูจึงคิดว่าคังชอลเป็นปีศาจ เขากลัวว่าสักวันคังชอลจะฆ่าตนจึงคิดที่จะฆ่าคังชอลก่อน (เป็นข้างกินดียิ่งกว่าถูกกิน) แม้เขาจะพยายามฆ่าคังชอลหลายครั้งแต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ เขาจึงรู้สึกเสียดายที่ไม่ฆ่าคังชอลเสียตั้งแต่ยังมีโอกาส (บนสะพานผ่านแม่น้ำฮัน)

นั่นคือจุดเริ่มและที่มาของเหตุการณ์ต่างๆ ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ติดตามชมได้ใน “รักผ่านมิติ (W)” ทางทรูโฟร์ยู

Rosemary’s Baby ผู้สืบสกุลซาตาน

Rosemary’s Baby ผู้สืบสกุลซาตาน

Rosemary’s Baby เป็นภาพยนตร์สยองขวัญแนวจิตวิทยาอเมริกันในปีพ. ศ. ดาราหนังประกอบไปด้วย Mia Farrow, John Cassavetes, Ruth Gordon, Sidney Blackmer, Maurice Evans, Ralph Bellamy, Angela Dorian, Clay Tanner และในภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา Charles Grodin ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงเรื่องราวของหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยว่าลัทธิชั่วร้ายต้องการเอาลูกของคุณไปใช้ในพิธีกรรมของพวกเขา

Rosemary’s Baby เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความหวาดระแแวดวงปลดปล่อยสตรีศาสนาคริสต์ (นิกายโรมันคาทอลิก) และเรื่องลึกลับ [3] ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์และได้รับการเสนอชื่อและรางวัลอย่างมาก ถือเป็นข้อดีของศิลปะ – สยองขวัญ ในปี 2014 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเลือกให้เก็บรักษาไว้ในสำนักทะเบียนภาพยนตร์แห่งชาติโดยหอสมุดแห่งชาติซึ่งถือว่า “มีความสำคัญทางวัฒนธรรมในอดีตหรือทางสุนทรียศาสตร์

ในปี 1965 Guy และ Rosemary Woodhouse ได้เช่าอพาร์ทเมนต์ที่เพิ่งจะว่างใน Bramford ซึ่งเป็นอาคารสไตล์โกธิคขนาดใหญ่ในนิวยอร์กซิตี้หลังจากผู้เช่าคนก่อนซึ่งเป็นหญิงเฒ่าตกอยู่ในอาการโคม่าและเสียชีวิต กายและโรสแมรี่เพิกเฉยต่อคำเตือนของเพื่อให้นของฮัทช์เกี่ยวกับอดีตอันดำมืดของแบรมฟอร์ดที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และการฆาตกรรม

เนื้อเรื่อง
โรสแมรี่พบกับหญิงสาวคนหนึ่งเทอร์รีกิออนอฟริโอผู้ติดยาที่กำลังฟื้นตัวซึ่งมินนี่และโรมันคาสเตเวตเพื่อให้นบ้านผู้ชราที่อยู่ติดกันของวูดเฮาส์ได้เผ่านาจากถนน โรสแมรี่ชื่นชมสร้อยคอแบบมีจี้ที่ Castevets มอบให้กับ Terry แต่ไม่ชอบกลิ่นฉุนของเนื้อหา คืนหนึ่งดูเหมือนว่าเทอร์รี่จะกระโดดหนีตายจากอพาร์ทเมนต์ชั้นเจ็ดของ Castevets ในไม่ช้า Castevets ก็เป็นเพื่อให้นกับ Guy และ Rosemary; Guy เริ่มชื่นชอบพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่โรสแมรี่พบว่าพวกเขาน่ารำคาญและน่ารังเกียจ มินนี่มอบจี้ของ Terry ให้กับโรสแมรี่เป็นเครื่องรางนำโชคที่มี “รากแทนนิส”

Guy มีหน้าที่สำคัญในละครเรื่องนี้ภายหลังที่ผู้แสดงดั้งเดิมตาบอดอย่างลึกลับ ด้วยอาชีพการงานของเขา Guy ต้องการมีลูกกับโรสแมรี่ ในคืนที่พว%B

เลือดมังกรกู้ชาติ (The Mystic Nine)

ละคร “เลือดมังกรกู้ชาติ” (The Mystic Nine) ดัดแปลงมาจากซีรี่ส์นิยายชุด “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” (Daomu Biji) ของ “หนานพ่ายซานซู” โดยหยิบยกเอาเรื่องเสริมหรือนิยายสั้นๆ ที่มีชื่อว่า “เหลาจิ่วเหมิน” (Old Nine Gates) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวรุ่นคุณปู่ในยุคสาธารณรัฐจีน (ค.ศ. 1912–1949) มากล่าวถึง (เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าละครเรื่อง “ล่าขุมทรัพย์ปริศนา (The Lost Tomb)”)

คำว่า “เหลาจิ่วเหมิน” (Old Nine Gates) แปลตรงตัวได้ว่า “เก้าประตูเก่าแก่” (เหมิน แปลว่า ประตู/สำนัก) แต่ในที่นี้หมายความว่า เก้าตระกูลนักขุดสุสานเก่าแก่ที่ปัจจุบันเรืองอำนาจและทรงอิทธิพล (คุมทุกสิ่งอย่าง) ในเมืองฉางซา (เมืองหลวงของมณฑลหูหนาน เมืองจีน) กล่าวได้ว่าหากต้องการติดต่อธุระหรือทำการค้าในเมืองดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วก็ต้องเลือกติดต่อกับหนึ่งในเก้าตระกูลนี้ (ไม่มีตัวเลือกอื่น) เก้าตระกูลที่ว่าจึงเป็นเสาหลักที่เปรียบเหมือนประตูเมืองโบราณทั้งเก้าของฉางซา (เมืองใหญ่ของจีนในสมัยโบราณ (รวมทั้งฉางซา) จะมีประตูเมืองชั้นในทั้งหมด 9 ประตู) ซึ่งถ้าหากพ่อค้าต้องการเดินทางเข้า-ออกก็ต้องผ่านประตูใดประตูหนึ่งนั่นเอง

เรื่องย่อ

ในปี ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) อยู่ๆ ก็มีขบวนรถไฟปริศนาเผ่านาจอดเทียบชานชาลาในเมืองฉางซา “จางฉี่ซาน” ผู้นำเหลาจิ่วเหมิน (เก้าตระกูลเก่าแก่) และผู้บัญชาการกองกำลังทหารก๊กมินตั๋งประจำเมืองฉางซา จึงทำการสืบสวนที่มาของขบวนรถไฟดังที่กล่าวถึงแล้วกับซินแส “ฉีเถี่ยจุ่ย” หรือ “ท่านแปด” (เป็นนายท่านลำดับที่แปดของเหลาจิ่วเหมิน) กระทั่งพบเหมืองลึกลับนอกเมืองฉางซา พวกเขาต้องการไขปริศนาเกี่ยวกับเหมืองดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจึงไปอ้อนวอนจาก “เอ้อร์เยว่หง” หรือ “ท่านสอง” (นายท่านลำดับสองของเหลาจิ่วเหมิน) ผู้แสดงงิ้วที่มาจากครอบครัวนักโบราณคดี แต่ท่านสองปฏิเสธที่จะร่วมมือเพราะ “ยาโถว” เมียสุดที่รักป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย เขาจึงตัดสินใจวางมือจากแวดวงสำรวจสุสาน

เพื่อให้ให้ได้ยามารักษายาโถว ฉี่ซานจึงเดินทางไปที่เมืองเป่ยผิง (ปักกิ่ง) พร้อมท่านสอง ท่านแปด และยาโถว (ระยะทางราว 1,500 กม.) พวกเขาได้พบคุณหนู “อิ่นซินเยว่” บุตรสาวเจ้าของโรงแรมตรงนั้น หลังจากนั้นซินเยว่ก็ติดตามฉี่ซานและพวกมาที่เมืองฉางซา ครั้นพบว่าเหมืองลึกลับมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษพวกตน ท่านสองจึงร่วมมือกับฉี่ซานไขปริศนาเกี่ยวกับเหมืองและทำลายแผนร้ายของชาวญี่ปุ่น ครั้นพบว่าฉางซากำลังจะถูกญี่ปุ่นโจมตี เหล่าบรรดานายท่านในก๊วนเก้าตระกูลจึงจับมือกันต่อสู้และปกป้องเมืองฉางซาจากทัพญี่ปุ่น (เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมากล่าวถึงคือ “ยุทธการฉางชา” (17 กันยายน – 6 ตุลาคม ค.ศ. 1939) เป็นความพยายามนัดแรกของญี่ปุ่นในการยึดครองเมืองฉางชา ระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง)

เนื้อหาตอนที่หนึ่ง
ชายปริศนาคนหนึ่ง (เดาว่าน่าจะเป็น “อู๋เสีย” พระเอกในนิยายชุด “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน”) ซึ่งสวมนาฬิกาและรองเท้าหนังสุดหรูเล่าว่า สมัยยังเด็กตนมักคิดว่าปู่เป็นคนลึกลับเพราะชอบขังตัวเองอยู่ข้างในห้องตามลำพังแล้วนั่งอ่านหนังสือเก่าๆ ตรงเวลาเนิ่นนาน ตนเคยลอบเข้าไปในห้องปู่ครั้งหนึ่งเพราะอยากรู้ว่าปู่อ่านหนังสือเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ปรากฏว่าสิ่งที่ปู่อ่านเป็นสมุดบันทึกเก่าๆ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวแปลกๆ และแสนลึกลับ (รวมทั้งภาพเหล่า ‘นายท่าน’ จากเก้าตระกูล) ซึ่งตนไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ได้อ่านเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ปี ค.ศ. 1903 (รัชสมัยจักรพัตราธิราชกวงซวี่ แห่งราชวงศ์ชิง)

สายลับชาวญี่ปุ่น “ต้ากู่กวงรุ่ย” (ชื่อภาษาจีน) เดินทางมาเมืองจีนหมายลักลอบทำการสำรวจสภาพภูมิประเทศ เมื่อมาถึงเมืองฉางซาเขาและพวกได้แยกย้ายกันทำงาน โดยเขาได้ติดตามคณะของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ “จิวซานเหม่ยจื้อ” (ชื่อภาษาจีน) เดินทางไปยังเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งบนภูเขาห่างจากตอนเหนือของเมืองฉางซาราว 160 กิโลเมตรและปักหลักอยู่ตรงนั้นนานเกือบสามเดือน ขณะทำการสำรวจได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นทำให้มีผู้รอดชีวิตเพียง 6 คน จิวซานจึงยุติการสำรวจแล้วเดินทางกลับญี่ปุ่นทันที หนึ่งสัปดาห์ต่อมาจิวซานได้ส่งรายงาน 16 หน้าไปยังกระทรแวดวงต่างญี่ปุ่น โดยกล่าวถึง ‘บางสิ่ง’ ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินในเมืองบนภูเขา ซึ่งภายหลังรายงานฉบับดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเป็นที่รู้จักในนาม “รายงานจิวซาน”

สถานีรถไฟฉางซา ปี ค.ศ. 1933 (ตรงกับ “ยุคสาธารณรัฐจีน” – ช่วงเวลานั้นได้เกิดสงครามกลางเมืองยืดเยื้อระหว่าง “พรรคก๊กมินตั๋ง” ซึ่งปกครองสาธารณรัฐจีน กับ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” และยังเป็นตอนๆที่จีนถูกทหารญี่ปุ่นรุกราน โดยช่วงเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้วทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองแดนแมนจูเรียและมองโกลเลียในด้านทิศตะวันออกของจีนแล้วสถาปนาเป็น “รัฐแมนจู” นอกจากนี้ ทหารญี่ปุ่นยังยึด 3 มณฑลทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน (เสิ่นหยาง จี๋หลิน เฮยหลงเจียง) ได้สำเร็จ ก่อนนำไปสู่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองในอีก 4 ปีต่อมา)

กลางดึกคืนหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีรถไฟปริศนาเผ่านาจอดเทียบชานชาลาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า (ไอน้ำจางๆ ยังคงลอยออกมาจากปล่องควันของหัวรถจักรไอน้ำ) นายสถานีนามว่า “กู้ชิ่งเฟิง” ซึ่งอยู่เวรกลางคืน ได้ยินเสียงรถไฟจึงตื่นขึ้นมาดูและไล่ให้ไปจอดรางอื่นที่อยู่ข้างหน้าเพื่อให้ป้องกันไม่ให้ถูกรถไฟขบวนอื่นวิ่งเผ่านาชน ครั้นคิดว่ารถไฟสีดำขบวนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนและไม่มีเสียงโต้ตอบใดๆก็ตาเขาจึงเข้าไปส่องไฟฉายสำรวจดูใกล้ๆ และพบว่าเป็นขบวนรถไฟทหารญี่ปุ่น (หมายเลขขบวน 076) สภาพสนิมเขราะกรัง แถมประตูหน้าต่างตู้โดยสารทั้งหมดยังถูกแผ่นเหล็กปิดทับ พอขยับแผ่นเหล็กแล้วมีน้ำสนิมสีแดงเหมือนเลือดสดๆ ไหลออกมา (เป็นน้ำค้างจากบนหลังคาที่ไหลลงมาผสมสนิมเหล็กแล้วคั่งค้างอยู่) เขาจึงรีบเดินไปที่หัวรถจักรและพยายามเปิดประตูห้องคนขับแต่กลับพบว่าประตูถูกล็อค เขาจึงใช้มือข้างหนึ่งเช็ดกระจกหน้าต่างที่มีคราบโคลนเกาะหนาเตอะก่อนส่องไฟฉายเข้าไปทางด้านใน หลังพบร่างชายคนหนึ่งเสียชีวิตในสภาพห้อยต่องแต่ง ดวงตาเบิกโพลง ตาดำหดเล็กเท่าเม็ดถั่วเหลือง เขาก็ร้องลั่นด้วยความตระหนกตกใจกลัว

หลังได้รับรายงานผู้บัญชาการกองกำลังทหารประจำเมืองฉางซา “จางฉี่ซาน” ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “จางต้าโฝ” (พระใหญ่แซ่จาง) แต่ทุกคนมักเรียกเขาสั้นๆ ว่า “โฝเหยีย” (โฝ แปลว่า พระพุทธรูป / เหยีย แปลว่า นายท่าน – ที่ถูกเรียกเช่นนี้เป็นเพราะที่บ้านของเขามีพระพุทธรูปปริศนาขนาดใหญ่ยักษ์ประดิษฐานอยู่) จึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ “ผู้กองจาง” (นายทหารคนสนิท) แถลงการณ์ว่ารถไฟขบวนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่ปรากฏหลักฐานที่มาอะไรก็ตามทั้งสิ้น ครั้นเรียกชิ่งเฟิงมาสอบถามกลับไม่ได้ข้อมูลใดๆก็ตาที่เป็นประโยชน์ เขาออกตัวว่าตนไม่รู้อะไรทั้งสิ้น และกล่าวว่าเดี๋ยวนี้ทัพกำลังเตรียมตัวทำสงครามจึงมักมีรถไฟทหารแวะเวียนเผ่านาจอดเพื่อให้ขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์แบบกระทันหันบ่อยครั้ง เขามองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนัดแรก โฝเหยีย (นับจากนี้จะเรียกฉี่ซานว่า “โฝเหยีย”) จึงเหน็บว่า ถ้าเช่นนั้นนี่คงไม่ใช่นัดแรกเช่นกันที่มีร่างคนตายห้อยอยู่บนรถไฟ (ผูกคอตาย) ชิ่งเฟิงได้ยินดังนั้นจึงพูดไม่ออก

ผู้กองจางบอกโฝเหยียว่า ก่อนรถไฟทหารจะเข้าจอดชานชาลาของสถานีใดจึงควรแจ้งกองกำลังที่ประจำอยู่ในที่นั้นๆ ล่วงหน้าก่อนเสมอ แต่อยู่ๆ รถไฟขบวนนี้ก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ชิ่งเฟิงบอกโฝเหยียว่ารถไฟขบวนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมาถึงใกล้เที่ยงคืน ผู้กองจางเสริมว่านี่คือรถไฟทหารหมายเลข 076 คาดว่าคนที่อยู่ด้านในจะเป็น… ผู้กองจางพูดยังไม่ทันจบโฝเหยียก็แทรกขึ้นว่า “ชาวญี่ปุ่น” โฝเหยียเดินไปที่หัวรถจักรแล้วพยายามมองลอดกระจกที่มีคราบโคลนแห้งกรังเพื่อให้สำรวจสภาพศพคนขับที่ห้อยอยู่ด้านใน ผู้กองจางแถลงการณ์ว่ารถไฟทหารลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักผลิตขึ้นในแถบตะวันออกเฉียงเหนือ (โดยชาวญี่ปุ่นในช่วงญี่ปุ่นรุกรานจีน) เพื่อให้นำมาใช้บนเส้นทางสู่แดนแถบตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากนั้นจึงถูกยึดและดัดแปลงใหม่โดยรัฐบาลชาตินิยมจีน (หรือ “จีนคณะชาติ” ซึ่งนำโดยพรรคก๊กมินตั๋ง) แต่รถไฟขบวนนี้อยู่ในสภาพสนิมเขรอะเหมือนกับผุดออกมาจากโรงเก็บเศษเหล็ก

ครั้นถูกผู้กองจางถามว่าคนบนรถไฟตายเมื่อไหร่ ชิ่งเฟิงตอบว่าตายก่อนที่ตนจะมาพบ และออกตัวว่ารถไฟขบวนนี้ถูกแผ่นเหล็กเชื่อมทับตั้งแต่ตู้โดยสารยันกระจกหน้าห้องคนขับตนเลยมองเห็นด้านในไม่ถนัด เมื่อผู้กองจางแถลงการณ์ว่าหัวตัดแก๊สพร้อมแล้ว โฝเหยียจึงสั่งให้ทหารเจาะแผ่นเหล็กทันที ชิ่งเฟิงแอบเตือนโฝเหยียว่ารถไฟขบวนนี้เป็น ‘รถไฟผี’ และสถานีรถไฟแห่งนี้ก็ไม่ธรรมดา ทุกครั้งที่มีรถไฟมาจอดเทียบชานชาลาในเวลาเที่ยงคืน ข้างในตู้โดยสารจะเต็มไปด้วยวิญญาณคนตายที่กำลังเดินทางไปปรโลก เขาเตือนโฝเหยียว่าวิญญาณอันชั่วร้ายกำลังมาที่ฉางซา โฝเหยียจ้องหน้าชิ่งเฟิงอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงสั่งให้ลูกน้องลากตัวเขาออกไป ครั้นทหารเปิดประตูห้องคนขับรถไฟได้แล้ว โฝเหยียจึงสั่งปิดเมืองฉางซาและห้ามรถไฟเข้าออกเพื่อให้ป้องกันไม่ให้ข่าวลือแพร่สะพัด ก่อนเดินไปดูศพคนขับรถไฟที่เสียชีวิตในสภาพผูกคอตาย

* รถไฟผี ในนิยาย คือ ขบวนรถไฟที่ถูกทหารญี่ปุ่นระเบิดทำลายเป็นเหตุให้มีคนตายยกขบวน ชิ่งเฟิงเคยได้ยินคนที่มาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือเล่าว่า ในบางครั้งสถานีรถไฟตรงนั้นจะมีขบวนรถไฟที่โดนวางระเบิดเผ่านาจอดเทียบชานชาลากลางดึก แต่บนรถกลับว่างเปล่า กล่าวกันว่าวิญญาณคนเสียชีวิตบนรถไฟผีถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปปรโลก และรถไฟผีที่ว่าจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยในตอนเช้า (รถไฟหลายขบวนโดนภูเขาถล่มลงมาทับหลังเกิดระเบิด จึงมีร่องรอยของดินโคลน)

หลังจากนั้นโฝเหยียก็ขึ้นไปสำรวจบนรถไฟโดยเริ่มจากตู้แรก ปรากฏว่าภายในตู้โดยสารทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเต็มไปด้วยโลงศพแบบโบราณที่ถูกจัดเรียงเป็นแนวยาวบนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบปฏิบัติ (แต่ละแถวมีสองชั้น) ทั้งหมดอยู่ในสภาพฝุ่นเขรอะและถูกปกคลุมด้วยหยากไย่ (โลงบนชั้นที่โฝเหยียส่องไฟฉายดูมีแผ่นป้ายเขียนด้วยอักษรจีนกำกับอยู่ว่า “สี่สิบห้า”) ครั้นสำรวจตู้ถัดไปไปก็พบคนเสียชีวิตจำนวนหนึ่งนอนคว่ำหน้าบนโลงโบราณที่วางระเกะระกะบนพื้นโดยไม่มีชั้นวาง ใบหน้าพวกเขามีลักษณะเหี่ยวย่น เสื้อด้านหลังมีรอยฉีกขาดเหมือนถูกกรีด ตามตัวมีหยากไย่ปกคลุมเช่นเดียวกับโลงโบราณ ผู้กองจางรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าทุกคนล้วนเสียชีวิตในลักษณะคว่ำหน้า ซึ่งโฝเหยียเองก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาและมีเงื่อนงำเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่านี่ไม่ใช่รถไฟผีดังที่ชิ่งเฟิงกล่าวอ้าง โฝเหยียถามผู้กองจางว่า “ปาเหยีย” หรือ “ท่านแปด” รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง ผู้กองจางเกรงว่าถ้าท่านแปดรู้ว่าบนรถไฟมีอะไรแล้วจะไม่ยอมขึ้นมา โฝเหยียจึงฝากผู้กองจางไปขู่ท่านแปดว่าถ้าไม่ยอมขึ้นมาแต่โดยดีตนจะยิงทิ้งเสีย

และและจากนั้นก็เป็นดังที่ผู้กองจางคาด เพราะเมื่อท่านแปดมาถึงเขาก็คิดชิ่งหนีหลัง ‘จับยาม’ ดูแล้วพบว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่ผู้กองจางดันมาเห็นเข้าเสียก่อน หลังโดนขู่ท่านแปดจึงยอมร่วมมือแต่โดยดี… ในตอนนั้นโฝเหยียไล่สำรวจตามตู้ต่างๆ จนมาถึงตู้นอนของบรรดาเจ้าหน้าที่ๆ เดินทางมากับโลงโบราณ (ตู้นี้ไม่มีหยากไย่) ภายในมีหน้ากากกันแก๊สพิษเก่าๆ แขวนอยู่บนผนัง นอกนั้นเป็นของใช้ส่วนตัว ทุกคนที่อยู่ในตู้นี้ล้วนตายในลักษณะนอนคว่ำบนเตียง รอบๆเสื้อด้านหลังมีรอยฉีกขาด แผ่นหลังของคนตายมีรอยสัก ผิวหนังบนใบหน้าและแขนเหี่ยวย่น (ไม่แน่ใจว่าเปื่อยหรือแห้งกันแน่)… ครั้นขึ้นไปสำรวจบนตู้โดยสารแล้วเห็นโลงโบราณจำนวนมากท่านแปดก็รู้สึกแปลกใจ พอเห็นคนนอนคว่ำหน้าตายเขาก็ปรี่เข้าไปดูใกล้ๆ แต่และถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อพบว่าแผ่นหลังของคนตายไม่เพียงมีรอยสักแต่ยังมีจุดแปลกๆ กระจายทั่วแผ่นหลัง เขาคิดที่จะเผ่นแต่ผู้กองจางรู้ทันเลยคว้าแขนเขาเอาไว้ เขาจึงไล่ผู้กองจางซึ่งคอยตามประกบแล้วตามไปสมทบโฝเหยียที่ตู้นอน

โฝเหยียชี้ไปที่นิ้วเท้าผู้ตายพลางบอกท่านแปดว่า ผู้ตายมีนิ้วโป้งเท้าที่ใหญ่และผิดรูปซึ่งเกิดจากการคีบเกี๊ยะไม้ตรงเวลานาน (เป็นชาวญี่ปุ่น) ท่านแปดสงสัยว่าพวกเขาอาจเป็นสายลับชาวญี่ปุ่น แต่โฝเหยียแย้งว่าคนสวมเกี๊ยะใช่ว่าจะเป็นสายลับทุกคน (ยุคนั้นญี่ปุ่นมักส่งสายลับพิเศษแทรกซึมเผ่านาอยู่ในหมู่ชาวจีน พวกเขาจะปลอมตัวเป็นคนจีนและพูดสำเนียงจีนชัดแจ๋วจนแยกไม่ออกว่าเป็นคนจีนหรือคนญี่ปุ่นกันแน่ ทางเดียวที่จะรู้ได้คือการสังเกตนิ้วโป้งเท้า) ทันใดนั้น สองชายหนุ่มก็พบเอกสารที่เป็นแบบร่างโดยบังเอิญ โฝเหยียสันนิษฐานว่าคนญี่ปุ่นกำลังแอบลองอะไรอะไรบางอย่างๆ ลับๆ ท่านแปดสงสัยว่าผู้ตายทั้งหมดอาจเสียชีวิตจากการลอง และเกรงว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงชาวเมืองฉางซาจะตกอยู่ในอันตราย

ท่านแปดตั้งข้อคิดเห็นว่าโลงทั้งหมดบนรถไฟล้วนเพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาจากสุสานโบราณ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจต้องการใช้สุสานใต้ดินเป็นสถานที่ทำการลอง โฝเหยียยังไม่อยากฟันธงจึงชวนท่านแปดเข้าไปดูตู้ถัดไปซึ่งเป็นตู้สุดท้าย ท่านแปดรีบคว้าแขนโฝเหยียก่อนเตือนว่าตู้ถัดไปอาจแตกต่างจากตู้อื่นๆ เพราะเท่าที่สังเกตดู (จากป้ายเล็กๆ ที่ติดอยู่บนโลง) เขาพบว่าโลงทั้งหมดมาจากสุสานเดียวกัน แถมยังมีขนาดเดียวกันอีกด้วย โฝเหยียเข้าใจในบัดดลจึงกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นโลงบริวารที่ถูกฝังพร้อมกัน ดังนั้น แต่ละตู้ของรถไฟขบวนนี้จึงเปรียบเหมือนห้องภายในสุสาน ส่วนตู้นอนที่พวกตนพึ่งเดินผ่านเป็นที่พักของคนงานชาวญี่ปุ่นทั้งหมด พวกเขามีหน้าที่ปกป้องตู้โดยสารที่อยู่ถัดไปซึ่งเป็นตู้สุดท้าย นั่นหมายความว่าตู้นั้นต้องเป็นห้องสุสานหลัก และในนั้นก็บรรจุ… เขาพูดยังไม่ทันจบท่านแปดก็แทรกขึ้นว่า “โลงประธานของเจ้าของสุสาน”

ด้วยเหตุว่ามีเวลาไม่มากผู้กองจางจึงหาหน้ากากกันแก๊สพิษ (สภาพใหม่) มาได้แค่สองอัน โฝเหยียจึงเสียสละให้คุณแปดกับผู้กองจาง ท่านแปดโวยลั่นว่าโฝเหยียดูถูกตน ตนเดินสำรวจโดยไม่สวมหน้ากากป้องกันมาตั้งหลายตู้ อยู่ๆ ก็นำมาให้ใส่ตู้สุดท้าย ครั้นคิดว่าโฝเหยียกับผู้กองจางทำท่าว่าจะสวมหน้ากากกันสองคน ท่านแปดจึงแย่งหน้ากากในมือผู้กองจางแล้วบอกให้เขารออยู่ทางด้านนอก พอเข้าไปสำรวจตู้สุดท้าย (ซึ่งมีประตูเหล็กแน่นหนากว่าตู้อื่นๆ) ทั้งคู่ก็พบชายสามสี่คนซึ่งมีรอยสักและจุดที่หลังนอนคว่ำหน้าตายเหมือนที่เห็นในตู้ก่อนหน้า ท่านแปดรู้สึกแปลกใจและสงสัยว่าทำไมคนตายทั้งหมดจึงคว่ำหน้าลง ทันใดนั้น โฝเหยียก็สาดไฟฉายเจอโลงเหล็กขนาดใหญ่วางตั้งอยู่บนฐานและถูกโซ่ตรึงทั้งสี่ด้าน เขาจึงเปิดประตูตะแกรงเหล็กเข้าไปดู โฝเหยียกับท่านแปดส่องไฟฉายสำรวจรอบโลงเหล็กขนาดใหญ่ที่มีลวดลายวิจิตรบรรจงอย่างพินิจพิเคราะห์ และพบว่าบนโลงมีรูที่มีฝาปิดอยู่ ในที่สุด โฝเหยียก็พบแผ่นป้ายเล็กๆ ที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นซึ่งบอกว่าเป็นโลงหมายเลขหนึ่งของห้องสุสาน เขาจึงยิ้มและบอกท่านแปดว่าคำตอบอยู่ตรงนี้

หลังเปิดโลงโบราณที่วางกองบนพื้นดูแล้วพบว่าภายในเต็มไปด้วยหยากไย่ ท่านแปดจึงสงสัยว่าแมงมุมพิษในโลงโบราณอาจเป็นตัวการที่ทำให้ทุกคนบนรถไฟตาย โฝเหยียแย้งว่าใยสีขาวที่เห็นไม่ใช่ใยแมงมุมแต่เป็นใยตัวอ่อนแมลงที่ฟักในโลงโบราณ ท่านแปดได้ยินดังนั้นก็ยิ่งสงสัยหนักและคิดว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะถ้าแมลงไม่ใช่สาเหตุการตายแล้วชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมากับโลงโบราณเสียชีวิตจากสาเหตุใด แถมศพของพวกเขากับศพที่อยู่ในโลงยังคว่ำหน้าเหมือนกัน ที่สำคัญในเมื่อรถไฟขบวนนี้มีแต่คนตายแล้วอยู่ๆ รถไฟวิ่งมาจอดที่นี่ได้อย่างไร โฝเหยียสันนิษฐานว่าก่อนตายชาวญี่ปุ่นคงสูดอากาศพิษเข้าไป ครั้นพอรถไฟแล่นมาถึงสถานีแห่งนี้พวกเขาก็หมดลมหายใจพอดี (ส่วนคนขับรถไฟผูกคอตายหลังเข้าเขตเมืองฉางซา)

ท่านแปดบ่นอย่างสิ้นหวังว่าไม่มีใครเหลือรอดมาให้ข้อมูลเราสักคน โฝเหยียหันไปจ้องหน้าท่านแปดเขม็งก่อนถามขึ้นว่า ท่านแปดหมายความว่าคนตายกลุ่มนี้ (ชาวญี่ปุ่น) จะให้ความกระจ่างได้มากกว่างั้นหรือ ท่านแปดกล่าวว่าโลงตาย (โลงที่ศพเน่าเปื่อยหมดแล้ว) ก็มีประโยชน์แต่โลงบริวารพวกนี้ให้เบาะแสและข้อมูลได้น้อยมาก โฝเหยียชี้ว่าความลับที่แท้จริงซ่อนอยู่ในโลงประธานซึ่งมีขนาดใหญ่สุด เมื่อท่านแปดถามว่าทำไมไม่ลองเปิดดู โฝเหยียจึงชี้ว่านั่นคือ “โลงนกหวีด” (เพราะบนโลงมีรูหนึ่งรูเหมือนนกหวีดจึงถูกเรียกว่าโลงนกหวีด โลงดังที่กล่าวถึงแล้วได้ชื่อว่าเป็น “โลงผนึกผี” มีตำนานเล่าขานว่าศพที่อยู่ในโลงนกหวีดไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นปีศาจร้าย บรรพบุรุษสกุลจางจึงปิดผนึกโลงดังที่กล่าวมาข้างต้นไว้)

เขาอธิบายว่าใช่ว่าทุกคนจะเปิดมันได้ เพราะโลงถูกโลหะหลอมเหลวผนึกทับ เหลือช่องว่างไว้เพียงหนึ่งรู ขืนบุ่มบ่ามแงะฝาโลงออกแก๊สพิษจะถูกปล่อยออกมา ทางเดียวที่ทำได้คือต้องสอดแขนเข้าไปในรูแล้วเปิดจากด้านใน ท่านแปดสงสัยว่าในเมื่อโฝเหยียรู้วิธีเปิดแล้วยังมัวรีรออะไร โฝเหยียชี้ว่าคนทั่วไปไม่สามารถเปิดโลงนกหวีดได้ เพื่อให้ความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องอาศัย “ทักษะสกุลจาง” (สกุลนักขุดสุสานซึ่งมีวิชา “สองนิ้วตรวจตรา”) พูดจบโฝเหยียก็สั่งผู้กองจางไปบอกให้คนของตนเตรียมตัว (นอกจากโฝเหยียแล้ว กำลังทหารของเขาก็มีไม่น้อยที่มาจากสกุลจาง)

โฝเหยียสั่งให้ทหารขนโลงนกหวีดและโลงโบราณอื่นๆ ลงมาจากรถไฟแล้วนำไปไว้ในห้องโถงใหญ่ของสถานี จากนั้นก็เริ่มกระบวนการเปิดโลงนกหวีดทันที โดยเริ่มจากการให้ทหารที่มาจากสกุลจางติดตั้งกรรไกรผีเสื้อไว้ที่ปากรูบนโลง ทหารสกุลจางคนหนึ่งซึ่งมีวิชาสำรวจสุสานดื่มสุราย้อมใจก่อนลงมือสำรวจโลง ท่านแปดอดเป็นห่วงไม่ได้จึงถามว่าทหารสกุลจางจะทำสำเร็จจริงหรือ โฝเหยียสวนทันควันว่าถ้าพวกเขาทำไม่ได้ก็ให้คุณแปดลงมือ ท่านแปดจึงเยินยอทหารคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยกใหญ่ ทั้งยังกล่าวยกย่องสกุลจางจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่าสุดยอดสมคำร่ำลือ (โฝเหยียเกิดและเติบโตทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังญี่ปุ่นรุกรานจึงย้ายลงมาตั้งรกรากในฉางซา ความจริงแล้วเขาไม่เป็นที่ยอมรับและถูกขับออกจากบ้านสกุลจางเพราะไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ กล่าวคือพ่อกับแม่ไม่ได้เป็นคนสกุลจางทั้งคู่ (คนสกุลจางจะแต่งงานกันเองเพื่อให้รักษาความลับของตระกูล) ถึงกระนั้นเขาก็หวังว่าสักวันจะเป็นที่ยอมรับและยังคงทำตามกฏของตระกูลจาง)

ครั้นเห็นทหารสกุลจางติดตั้งกรรไกรผีเสื้อบนโลงแล้วเสร็จ ท่านแปดก็รู้สึกสะดุ้ง ผู้กองจางอธิบายว่าทหารใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกขากรรไกรผีเสื้อ ส่วนปลายอีกด้านผูกติดกับม้า หากเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลขึ้นในโลงทหารนายหนึ่งจะตีฆ้อง เมื่อม้าได้ยินเสียงฆ้องจะสะดุ้งและดึงเชือกทันที ครั้นกลไกทำงาน กรรไกรผีเสื้ออันคมกริบจะตัดแขนทหารเพื่อให้รักษาชีวิต ท่านแปดไม่เห็นด้วยจึงทักท้วงโฝเหยียว่ายอมเสียแขนเพื่อให้รักษาชีวิตเนี่ยนะ โฝเหยียตัดบทด้วยการสั่งให้เริ่มลงมือทันที นายทหารคนหนึ่งจึงสอดแขนลงไปในรู ไม่นานเขาสีหน้าของก็เปลี่ยนไปเพราะมือติดอะไรอะไรบางอย่างแล้วดึงออกไม่ได้ โฝเหยียเตือนนายทหารคนดังที่กล่าวถึงแล้วว่าอย่าตื่นตระหนก แต่เขากลับเริ่มสติแตกและร้องอ้อนวอน โฝเหยียเห็นลูกน้องจะตีฆ้องจึงรีบร้องห้ามแต่ไม่ทัน นายทหารคนดังที่กล่าวมาข้างต้นเลยถูกตัดแขน

หลังทหารเคราะห์ร้ายถูกนำตัวไปรักษา โฝเหยียจึงตรงไปที่โลงนกหวีดแล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้องถอยไป ท่านแปดและผู้กองจางเห็นโฝเหยียถอดถุงมือก็ตระหนกตกใจและรีบร้องห้าม แต่โฝเหยียกลับสอดมือลงไปในรูโดยไม่ลังเล จากนั้นก็เริ่มควานหากลไกและเปิดโลงได้สำเร็จ โฝเหยียสั่งให้ลูกน้องนำท่อนแขนที่ขาดคาโลงไปต่อให้ทหารเคราะห์ร้าย ก่อนกล่าวว่าภายในโลงไม่มีกับดักอะไร ทหารคนเมื่อครู่ลนลานเกินไปหลังแขนติดอยู่ในโลงเลยต้องเสียแขน ท่านแปดเห็นศพในโลงนกหวีดนอนคว่ำหน้าเช่นเดียวกับศพอื่นๆ บนรถไฟจึงคิดที่จะไปค้นคว้าว่าเป็นธรรมเนียมบรรจุศพชนชั้นสูงชาวฉางซาในสมัยโบราณหรือเปล่า ครั้นเห็นโฝเหยียหยิบแหวนโบราณวงหนึ่งออกมาจากโลงท่านแปดจึงรีบขอดูเพราะรู้สึกคุ้นตา พอมองว่าเป็นแหวนยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ (ค.ศ 420-589) ท่านแปดก็นึกถึง “เอ้อร์เหยีย” หรือ “ท่านสอง” (ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักและเป็นชื่อที่ใช้ในการแสดงงิ้ว (สเตจเนม) คือ “เอ้อร์เยว่หง”) เพราะในบรรดาเหลาจิ่วเหมิน (เก้าตระกูลเก่าแก่) แห่งฉางซา ตระกูลของท่านสองรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับสุสานยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้มากที่สุด โฝเหยียได้ยินดังนั้นจึงคิดที่จะไปวิงวอนจากท่านสอง

เมื่อโฝเหยียและผู้กองจางมาถึงโรงงิ้วของท่านสองการแสดงได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งโดยปกติหากใครมาหลังเสียงตีฆ้องคนเฝ้าประตูจะไม่ให้เข้าโดยเด็ดขาด (เป็นกฏของโรงงิ้ว) แต่สำหรับคนพิเศษอย่างโฝเหยียถือเป็นข้อยกเว้น ครั้นโฝเหยียเข้าไปด้านในก็พบว่าการแสดงงิ้วของท่านสองถูกชายคนหนึ่งก่อกวนจนต้องสะดุดหยุดลงกลางคัน ชายคนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่ชอบฟังเพลงงิ้วที่ท่านสองกำลังร้องจึงบอกให้หยุด และบังคับให้คุณสองร้องงิ้ว “ฮัวกู่ซี่” ให้ฟังแทนโดยอวดเบ่งว่าตนมีเงินเยอะ (“ฮัวกู่ซี่” เป็นการแสดงงิ้วพื้นเมืองอันเลื่องชื่อของมณฑลหูหนาน และฉางซาก็เป็นเมืองเอกของมณฑลนี้) โฝเหยียเดินไปนั่งโต๊ะด้านข้าง ชายคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ส่วนผู้กองจางเดินไปเตือนตัวป่วนว่าอย่ารบกวนคนอื่น แม้ผู้กองจางจะสวมเครื่องแบบทหารแต่ชายคนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกลับไม่เกรงกลัว ซ้ำยังตะโกนเร่งให้คุณสองร้องเพลงตามคำขอ ผู้กองจางจึงจ่อปืนไปที่ปลายคิ้วของชายคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วแล้วไล่ให้ออกไป แต่ชายคนดังกล่าวข้างต้นกลับจ้องหน้าผู้กองจางอย่างเอาเรื่อง ผู้กองจางเลยถีบสั่งสอนและยังคงเล็งปืนไปที่เขา

ชายคนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมองว่าผู้กองจางเอาจริงจึงยอมเดินออกไป โฝเหยียนั่งจิบชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากนั้นก็เงยหน้าแล้วส่งยิ้มให้คุณสอง ท่านสองยิ้มตอบน้อยและหันไปแสดงต่อ โฝเหยียเหมือนรู้สึกตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงถอดแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายออกมารอ และและก็เป็นดังคาดเพราะชายที่เผ่านาก่อกวนลอบเป่าเข็มเงินใส่โฝเหยียจากทางด้านหลัง ท่านสองรู้สึกได้ว่าโฝเหยียกำลังมีภัยจึงหันขวับ แต่โฝเหยียกลับเบี่ยงหน้านิดหน่อย ก่อนดีดแหวนขึ้นไปชนเข็มเงินอย่างใจเย็นจนเข็มตกลงบนถ้วยชา จากนั้นก็กางนิ้วรอให้แหวนตกลงมาใส่นิ้วนางแบบเท่ห์ๆ ท่านสองเห็นดังนั้นจึงแอบยิ้ม หลังลอบฆ่าโฝเหยียไม่สำเร็จชายที่เผ่านาก่อกวนก็รีบเผ่น ผู้กองจางขอโทษโฝเหยียที่ไม่ทันสังเกต โฝเหยียจึงสั่งให้ผู้กองจางไปสืบดูว่าชายคนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาจากมณฑลใด และทำให้เขาไม่มีวันได้ออกจากฉางซาอีก

หลังการแสดงจบลงท่านสองจึงลงมาทักทายโฝเหยีย เขารู้ว่าโฝเหยียไม่ชอบดูงิ้วจึงรู้สึกแปลกใจที่โฝเหยียมาเยือนโรงงิ้วของตน โฝเหยียบอกตามตรงว่าตนมาที่นี่เพราะมีเรื่องอยากถามจากนั้นก็เล่าเรื่องรถไฟปริศนาให้ฟัง ท่านสองรู้ว่าโฝเหยียไม่ได้มาหาตนเพราะเรื่องรถไฟที่ภายในมีโลงโบราณและศพชาวญี่ปุ่น จึงบอกให้โฝเหยียพูดเข้าหัวข้อ โฝเหยียยิ้มก่อนบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุสานยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ที่ตระกูลของท่านสองรู้ลึกรู้จริงที่สุด จากนั้นก็ยื่นแหวนโบราณที่พบในโลงนกหวีดให้ดู โฝเหยียจะยื่นแหวนให้คุณสองแต่ท่านสองไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงไม่ยอมรับแหวนและพยายามปัดป้อง ถึงกระนั้นโฝเหยียก็ยังคงดึงดันที่จะส่งแหวนให้คุณสอง หลังปัดป้องครู่หนึ่งแล้วไม่เป็นผลท่านสองจึงใช้พลังฝ่ามือ ปัดแขนโฝเหยียออก และนั่นก็ทำให้แหวนหลุดมือโฝเหยียก่อนร่วงลงบนโต๊ะ

ท่านสองกล่าวว่าโฝเหยียเองก็รู้ว่าตนไม่แตะต้อง ‘ของใต้ดิน’ นานแล้ว โฝเหยียชี้ว่าตนและท่านสองต่างเป็นเหลาจิ่วเหมิน (เก้าตระกูลเก่าแก่) และยังเป็น “ซ่างซานเหมิน” (สามตระกูลระดับบน) เหมือนกัน แล้วท่านสองจะให้ของใต้ดินมาเป็นบ่อนทำลายความเกี่ยวเนื่องทั้งหมดงั้นหรือ เขากล่าวว่าหากสภาวะไม่บีบบังคับตนคงไม่มารบกวนท่านสอง แต่ตนพบแบบร่างเกี่ยวกับการลองลับบนรถไฟจึงเกรงว่าจะเป็นแผนร้ายของชาวญี่ปุ่น ท่านสองแย้งว่าโฝเหยียกังวลใจเกินเหตุ ก่อนชี้ว่าไม่มีอะไรเกินกำลังความถนัดหรือรอดพ้นสายตาของผู้บัญชาการทหารและผู้นำเหลาจิ่วเหมิน (เก้าตระกูล) อย่างโฝเหยีย โฝเหยียชี้ว่าตนอยากสืบหาที่มาของรถไฟให้แน่ชัดเพราะมีความเชื่อมโยงกับแผนร้ายของชาวญี่ปุ่น ท่านสองเตือนว่านี่เป็นภารกิจที่อันตรายจึงไม่ควรทำการโดยบุ่มบ่าม โฝเหยียสงสัยว่าท่านสองรู้อะไรอะไรบางอย่างจึงพยายามห้ามและไม่อยากให้ตนรู้

ท่านสองแกล้งทำเป็นเฉไฉและตัดบทด้วยการขอให้โฝเหยียออกจากโรงงิ้วเพราะการแสดงจบลงแล้ว พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที ถึงกระนั้นโฝเหยียก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาทิ้งแหวนโบราณไว้บนโต๊ะแล้วบอกให้คุณสองใคร่ครวญให้ดี ขณะออกจากโรงงิ้วผู้กองจางอดเป็นกังวลใจไม่ได้จึงถามโฝเหยียว่าถ้าท่านสองไม่ยอมช่วยจริงๆ จะทำเช่นไร โฝเหยียกล่าวว่าต่อให้คุณสองไม่แยแสตนก็จะสืบหาความจริงให้กระจ่าง จากนั้นก็บอกให้ผู้กองจางไปเชิญท่านแปดมาพบตนตอนค่ำๆ

แม้จะยืนกรานว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่คำพูดและแหวนโบราณของโฝเหยียก็ทำให้คุณสองเก็บมานั่งครุ่นคิดจนลืมทานก๋วยเตี๋ยวความสามารถ “ยาโถว” (เมียสุดที่รักของท่านสอง) ยาโถวเห็นท่านสองสติหลุดลอยจึงเดินไปนั่งด้านข้าง และเรียกท่านสองหลายครั้งกว่าท่านสองจะได้ยิน ครั้นรู้สึกตัวท่านสองจึงรีบทานก๋วยเตี๋ยวและกล่าวชมความสามารถเมีย (สมัยยังเด็กคุณอยู่กับพ่อซึ่งเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ)