Hot Shot (TV series)

เรื่อง Hot Shot ( จีน : 籃球火 ) เป็นละครไต้หวันนำแสดงโดยเจอร์รี่ของF4 , แสดง Loและอู๋จุนของฟาเรนไฮต์ ผลิตโดย Comic International Productions ( 可米國際影視事業股份有限公司 ) และกำกับโดย Lin He Long ( 林合隆 )

ออกอากาศเป็นครั้งแรกในไต้หวันทางChina Television (CTV) (中視) ฟรีตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2551 [2]ถึง 9 พฤศจิกายน 2551 ในวันอาทิตย์เวลา 22:00 น. ถึง 23:30 น. และเคเบิลทีวีGala Television (GTV) รายการวาไรตี้โชว์ / CH 28 (八大綜合台) วันที่ 2 สิงหาคม 2551 ถึง 15 พฤศจิกายน 2551 ทุกวันเสาร์เวลา 21.30 – 23.00 น. การแสดงนี้ยังได้รับการออกอากาศในฮ่องกง , จีน , ญี่ปุ่น , เกาหลีใต้ , เวียดนาม , อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

เรื่องย่อ
ในโรงเรียนที่นักวิชาการครองตำแหน่งสูงสุดและกีฬาถูกผลักไสให้ไปอยู่ในมุมที่เต็มไปด้วยฝุ่นของมหาวิทยาลัย Li Ying สาบานว่าจะฟื้นฟูทีมบาสเก็ตบอลด้วยการอาสาเป็นโค้ชของทีมบาสเก็ตบอล สมาชิกคนแรกของเธอคือ Yuan Da Ying เด็กชายจากชนบทที่หลงใหลในบาสเก็ตบอล แต่ไม่มีทักษะ การรับสมัครของพวกเขากลายเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อตงฟางเซียงนักบาสเก็ตบอลในตำนานย้ายไปโรงเรียน

ในเวลาเดียวกัน Yuan Da Ying ตกหลุมรัก Zhan Jie Er นักเรียนทุนที่ทำให้เขานึกถึง Gu Gu Ji เพื่อนสมัยเด็กของเขา สิ่งต่าง ๆ มีความซับซ้อนเนื่องจากครอบครัวของเธอทำงานให้กับตงฟางเซียงซึ่งเธอเติบโตมาด้วย การพบกันของพวกเขาอาจเป็นเพียงการเขียนประวัติศาสตร์บาสเก็ตบอลของโรงเรียนขึ้นมาใหม่

แคสต์
นักแสดงหลัก
Jerry Yan (言承旭) รับบท Dong Fang Xiang 東方翔
แสดง Lo (羅志祥) รับบท Yuan Da Ying 元大鷹
Wu Chun (吳尊) รับบท Wu Ji Zun 無極尊
Zhou Cai Shi (周采詩) รับบท Zhan Jie Er 湛湛 / Qiu Kui 球魁
Coco Jiang (蔣怡) รับบท Li Ying 李贏
Zhang Yan Ming (張雁名) Du Fei 杜飛

สนับสนุนนักแสดง
George Hu (胡宇崴) รับบท Wu Ji Wei 無極威
Ku Pao-ming รับบท Li Zi Ping 李子平
Michael Zhang แสดงเป็น Can 殘 / Ah Fu 阿福
Lin Bo Yan (林伯彥) รับบท Qi Xiao Yun 齊嘯雲
Lin Qi Tai (林祺泰) รับบท Qi Xiao Yu 齊嘯雨
Coco Chiang รับบทเป็น Li Ying

Extended Cast 
Zhao Shu Hai รับบท Dong Fang Xu 東方旭
Yun Zhong Yue รับบท Lao Lu 老路
Wang Xia (王俠) รับบท Dong Fang Shou 東方朔
Ma Zhi Qin (馬之秦) รับบท Tie Lan 鐵蘭
Wang Wei Ting (黃薇渟) รับบท Lin Zi Xuan 林紫璇
Wang Jian Min รับบทเป็น Ji Wang 紀網
Jiang Wei Wen (蔣偉文) รับบทเป็น George
Xie Kun Da รับบทเป็น Wang Jing 王竟
Han Run Zhong (韓潤中) รับบท Li Ke 李克
Cai Ming Xun (蔡明勳) รับบท Wen Huai Wen 溫懷文
Xu Jun Hao (許君豪) รับบท Wang Gui 王貴
Gong Ji An รับบท Sun Hao 孫浩
Lan Jun Tian (藍鈞天) รับบท Jian Deng 賈登
Bu Xue Liang พากย์เป็น Tang Long 唐龍
Guo Yan Jun รับบท Ru Zhu 魯竹
Li Jia Hua (李佳驊) รับบท Ge Li Ya 戈利亞

บทบาทจี้
Yan Jia Le (顏嘉樂) รับบทเป็นเจ้าของร้านดอกไม้
Jian Han Zhong (簡翰忠) รับบทเป็น Commentator
Qian Ding Yuan (錢定遠) รับบทเป็น Commentator
Lee Hsing-wen (李興文) รับบทเป็น Coach of He Yi
Na Wei Xun รับบท Wang Ye 王爺
Li Guo Chao (李國超) รับบทเป็น Coach of Xin Rui
Renzo Liu รับบทเป็น Coach ของ Xiang Yang
Billy รับบท Wang Ji Xiu
Wu Jian Haoในฐานะแฟนคนหนึ่งของ Yuan Da Ying
Wang Chuan Yiในฐานะแฟนคนหนึ่งของ Dong Fang Xiang

ข้าบดินทร์

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม (เจมส์ มาร์) เป็นบุตรชายคน เดียวของ พระยาบริรักษ์ (จักรกฤษณ์ อำมรัตน์) ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้า มาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม (จินตหรา สุขพัฒน์) เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมา อาศัยอยู่เยอะๆเหตุเพราะเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะคิดว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินพนันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย (ดนัย จารุจินดา) นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตนเองมาท้าประลองวางพนันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอด น้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นข้างที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้ สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชา ทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี (ประสาท ทองอร่าม) แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย

พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ (ชุมพร เทพพิทักษ์) เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อให้จะได้รับราชการต่อไปภายหน้า ทั้งยังก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศ ได้ด้วย

เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจำเป็นที่จะต้องผ่านบท ทดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้ไหม แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

หลวงสรอรรถ (อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล) เผ่านาสนทนากับพระยาบริรักษ์เพื่อให้ขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้ กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม (มรกต หทัยวลีวงค์) บัว (มณีรัตน์ ศรีจรูญ) และ ลำดวน (ภีรนีย์ คงไทย) หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิม ที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล (ราชวัติ ขลิบเงิน) จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น (สาวิตรี สามิภักดิ์) มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็มองว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวง สรอรรถนั้นมีเมียหลวงอยู่ก่อนแล้ว

รีวิว Tenet อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

ต้องนับถือความกล้าหาญชาญชัยของตัวผู้กำกับอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลนที่ตัดสินใจฉายหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างราว 225 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเปิดฉายในตลาดนอกประเทศอเมริกาก่อน 1 สัปดาห์ ส่วนในอเมริกาจะเข้าฉายวันที่ 3 กันยายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามโอกาสที่หนังจะประสบภาวะขาดทุนก็ถือได้ว่ามีสูงเหตุเพราะตลาดโรงภาพยนตร์ยังไม่สามารถกลับมาเปิดรอบฉายได้มากตามเดิม แถมจำนวนที่นั่งในโรงภาพยนตร์จำกัดเช่นเดียวกัน

อย่างที่เรารู้ๆกันดี Tenet เป็นหนังที่ผู้ชมควรจะรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับหนังให้น้อยที่สุดแล้วเข้าไปทำวามรู้ความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์เอา แม้ว่าตัวหนังอาจจะดูทำวามรู้ความเข้าใจยากแต่ความเป็นจริงแล้วหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนแทบทุกเรื่องมีการคิดแผน ทิ้งรายละเอียดเบาะแสเล็กๆน้อยๆ (Clue) เอาไว้ตลอดรายทางของเรื่อง ซึ่งทำให้คนดูที่หูไวตาไว ชอบจับทิศทางได้ประมาณหนึ่ง

พูดง่ายๆ Tenet อยู่ในกลุ่มหนังที่เรียกร้องสมาธิจากผู้ชมค่อนข้างสูง เป็นหนังในกลุ่มที่ต้องรับชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้นเพื่อให้อรรถรสสูงสุด เพราะผู้ชมไม่อาจจะละสายตาหรือวอกแวกไปเหลือบมองจอโทรศัพท์หรือวิ่งออกไปเข้าห้องน้ำได้แม้แต่นาทีเดี๋ยว ซึ่งเราก็ต้องชื่นชมความ “เนี้ยบ” ของตัวผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลนที่สามารถตรึงผู้ชมให้โฟกัสอยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน

แม้ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่หนังพยายามอธิบายคนอื่น อ้างไปถึงหลักฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพอันแสนน่าปวดหัว แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้รายละเอียดพวกนี้ดูย่อยยากและแปลงเป็นอุปสรรคอันแสนหนักอึ้งสำหรับผู้ชม ถ้าเราพอจะค่อยๆเกาะเกี่ยวเรื่องราวไป ก็จะพบว่ามันเป็นสิ่งที่หนังเลือกจะหยิบมาอธิบายให้คนดูที่ไม่ได้เรียนจบสายวิทย์ดูหนัง “รู้เรื่อง” เช่นกัน

เอาเข้าจริงแล้วโครงสร้างของ Tenet คือหนังในตระกูลสายลับ 007 ที่ผสมผสานกับหนังวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเส้นเวลาอันบิดเบี้ยวและจินตนาการที่กล่าวถึงการที่มนุษย์สามารถเดินทางผ่านเส้นเวลาจากอดีตไปยังปัจจุบันหรือเดินทางต่อไปยังอนาคตโดยที่สามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางสิ่งบางอย่างของประวัติศาสตร์โดยไม่ส่งผลต่อเหตุการณ์ในภาพรวมของจักรวาล

เหนืออื่นใดก็ตามเราจะพบว่าความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครพระเอก (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) และนีล (โรเบิร์ต แพททินสัน) เป็นตัวละครแนวคู่หูที่แทบกระโดดผ่านไปเป็นตัวละครที่มีความเกี่ยวเนื่องแบบวาย อยู่ไม่น้อยเพราะช่วงเวลาท้ายเรื่องที่สภาพการณ์ทุกอย่างคลี่คลายและทำให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปทั้งหมด แทบจะน็อคหมัดใส่คนดูให้น้ำตาไหลไปตามๆกัน

จะว่าไปแล้ว Tenet จัดได้ว่าเป็นหนังที่เล่น “ท่ายาก” กับคนดู ดังนั้นการทำวามรู้ความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดที่อยู่ในหนังเพียงรอบเดียวนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่หินเกินไปสักนิด แต่ถ้าใครชอบที่จะคิดตามหนังเยอะๆ ตามไปตกผลึกกับสิ่งที่หนังทิ้งรายละเอียดไว้ให้ผู้ชม การตามไปดูอีกสักรอบก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีไม่น้อยครับ

ซามูไร อโยธยา

จากการที่เคยนำเสนอเรื่องราวของภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร มีสมาชิกบางท่านบ่นว่าภาพยนตร์เหล่านั้นหลายเรื่องก็ยังเดินตามรอยประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เขียนไว้เหมือนฝังชิปให้คนฝังใจอยู่แต่เรื่องของความรักชาติแบบผูกขาดที่มีพม่าเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดศก ทีนี้ชาติอื่นๆละครับ มีใครทำหน้าที่อะไรบ้างใน Theme นิยายประวัติศาสตร์ไทยบ้าง ญี่ปุ่นจัดเป็นชาติหนึ่งที่มีกองกำลังทหารอาสาร่วมรบอยู่กับอโยธยามาเพราะในประเทศเขาเองช่วงหนึ่งมีการสู้รบแย่งชิงอำนาจกัน พลพรรคของข้างที่พ่ายแพ้ก็ต้องกระเส็นกระสายไปตามที่ต่างๆ รวมทั้งอาณาจักรอโยธยานี้เอง และก็มีชาวญี่ปุ่นในกองทหารอาสาญี่ปุ่นของอโยธยารายหนึ่งชื่อ ยามาดะ นางามาสะ ที่สามารถทำราชการมีความดีความชอบความชอบสูงสุดจนได้เป็นถึงออกญาเสนาภิมุข เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักก็ชอบนำท่านผู้นี้มาเป็น Presenter ในด้านความเกี่ยวพันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน และเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์ไทยเกี่ยวกับท่านผู้นี้ขึ้นมาก็แน่ๆว่าเป็นการเดินตามรอยการสร้างภาพสวยงามในประวัติศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่นดังว่า ทั้งที่พอดูกันในรายละเอียดจริงๆ เรื่องราวของยามาดะก็ไม่ได้สวยงามอะไรนักลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องราวของยามาดะที่ปรากฏใน "ซามูไรอโยธยา" กันก่อนดียิ่งกว่าครับ ยามาดะ นางามาสะ เป็นชาวญี่ปุ่นที่เผ่านาในกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ที่แม้ว่าอยุธยาจะเป็นข้างชนะพม่า แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบจากการที่มีโจรพม่ารังควานตามชายแดน หัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่นได้มอบหมายให้ยามาดะไปสืบสวนจนได้ความว่า แท้ที่จริงโจรพม่าเหล่านั้นเป็นชาวญี่ปุ่นปลอมตัว ยังไม่ทันที่จะได้มีการไต่สวนหาตัวการใหญ่กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยามาดะถูกนินจากลุ่มหนึ่งลอบรังแกได้รับบาดเจ็บ พอดีมีทนายเลือกชาวเมืองสองแควชื่อ "ขาม" กับเพื่อให้นๆเผ่านาช่วยเหลือและพายามาดะไปรักษาตัวที่บ้านเกิดของตน ที่เมืองสองแควหรือพิษณุโลกนี้ ยามาดะซึ่งอยู่ในความดูแลของ "จำปา" น้องสาวของขามได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย รวมทั้งได้เรียนรู้ศิลปะมวยไทยจนสามารถได้รับคัดเลือกเป็น "ทนายเลือก" ประจำองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และภารกิจแรกหลังการคัดเลือก ยามาดะได้สร้างวีรกรรมร่วมกับทนายเลือกอื่นๆ ในการลอบโจมตีสกัดทหารพม่าที่หมายจะลอบเผ่านาปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ จากนั้น ยามาดะได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อโยธยาเพื่อให้ไปเช็คบิลกับกลุ่มชาวญี่ปุ่นทรยศโดยไม่ได้บอกขามแต่แรก เมื่อขามทราบความจริงจึงรีบเดินทางตามไปช่วยยามาดะได้ทันเวลา ทั้งสองได้ช่วยกันต่อสู้กับบรรดานินจาร้ายๆ ซึ่งก็ตามฟอร์มละครับ คือประสบความสำเร็จแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของขามท่ามกลางความเศร้าโศกของยามาดะ
ทีนี้มาดูกันว่าในภาพยนตร์มีอะไรจริง-ไม่จริง หรือสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ขนาดไหน
เกี่ยวกับตัวยามาดะเอง ขออนุญาตใช้เครื่องทุ่นแรงเลยแล้วกันครับ คือมีแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่เขาอธิบายไว้ค่อนข้างชัดอยู่และจากนั้นก็ขอลอกการบ้านมาดีมากยิ่งกว่า แต่ระดับผมถ้าจำเป็นจะต้องลอกก็ไม่ใช่ลอกกันเปล่าๆ แต่จะให้เครดิตกันและมีความเห็นส่วนตัวพ่วงท้ายเข้าประกอบ แหล่งข้อมูลแรก เป็นวิกิพีเดียซึ่งขณะที่ผมเขียนบทความนี้มีอธิบายไว้ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ดังนี้ครับ
ยะมะดะ นะงะมะซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข (ญี่ปุ่น: 山田長政 Yamada Nagamasa; พ.ศ. 2113 — พ.ศ. 2173) เป็นซามูไรชาวญี่ปุ่น ที่เผ่านารับราชการ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข
ยะมะดะ นะงะมะซะ เดินทางเผ่านากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับคณะทูตจำนวน 60 คน ที่พระเจ้าทรงธรรมทรงส่งไปถึงเมืองเอโดะ(โตเกียวในปัจจุบัน) ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 นะงะมะซะ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และก้าวหน้าก้าวหน้าในเวลาต่อมา เป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา)

ซามูไร อโยธยา

จากการที่เคยนำเสนอเรื่องราวของภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร มีสมาชิกบางท่านบ่นว่าภาพยนตร์เหล่านั้นหลายเรื่องก็ยังเดินตามรอยประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เขียนไว้เหมือนฝังชิปให้คนฝังใจอยู่แต่เรื่องของความรักชาติแบบผูกขาดที่มีพม่าเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดศก ทีนี้ชาติอื่นๆละครับ มีใครทำหน้าที่อะไรบ้างใน Theme นิยายประวัติศาสตร์ไทยบ้าง ญี่ปุ่นจัดเป็นชาติหนึ่งที่มีกองกำลังทหารอาสาร่วมรบอยู่กับอโยธยามาเพราะในประเทศเขาเองช่วงหนึ่งมีการสู้รบแย่งชิงอำนาจกัน พลพรรคของข้างที่พ่ายแพ้ก็ต้องกระเส็นกระสายไปตามที่ต่างๆ รวมทั้งอาณาจักรอโยธยานี้เอง และก็มีชาวญี่ปุ่นในกองทหารอาสาญี่ปุ่นของอโยธยารายหนึ่งชื่อ ยามาดะ นางามาสะ ที่สามารถทำราชการมีความดีความชอบความชอบสูงสุดจนได้เป็นถึงออกญาเสนาภิมุข เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักก็ชอบนำท่านผู้นี้มาเป็น Presenter ในด้านความเกี่ยวพันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน และเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์ไทยเกี่ยวกับท่านผู้นี้ขึ้นมาก็แน่ๆว่าเป็นการเดินตามรอยการสร้างภาพสวยงามในประวัติศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่นดังว่า ทั้งที่พอดูกันในรายละเอียดจริงๆ เรื่องราวของยามาดะก็ไม่ได้สวยงามอะไรนักลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องราวของยามาดะที่ปรากฏใน "ซามูไรอโยธยา" กันก่อนดียิ่งกว่าครับ ยามาดะ นางามาสะ เป็นชาวญี่ปุ่นที่เผ่านาในกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ที่แม้ว่าอยุธยาจะเป็นข้างชนะพม่า แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบจากการที่มีโจรพม่ารังควานตามชายแดน หัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่นได้มอบหมายให้ยามาดะไปสืบสวนจนได้ความว่า แท้ที่จริงโจรพม่าเหล่านั้นเป็นชาวญี่ปุ่นปลอมตัว ยังไม่ทันที่จะได้มีการไต่สวนหาตัวการใหญ่กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยามาดะถูกนินจากลุ่มหนึ่งลอบรังแกได้รับบาดเจ็บ พอดีมีทนายเลือกชาวเมืองสองแควชื่อ "ขาม" กับเพื่อให้นๆเผ่านาช่วยเหลือและพายามาดะไปรักษาตัวที่บ้านเกิดของตน ที่เมืองสองแควหรือพิษณุโลกนี้ ยามาดะซึ่งอยู่ในความดูแลของ "จำปา" น้องสาวของขามได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย รวมทั้งได้เรียนรู้ศิลปะมวยไทยจนสามารถได้รับคัดเลือกเป็น "ทนายเลือก" ประจำองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และภารกิจแรกหลังการคัดเลือก ยามาดะได้สร้างวีรกรรมร่วมกับทนายเลือกอื่นๆ ในการลอบโจมตีสกัดทหารพม่าที่หมายจะลอบเผ่านาปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ จากนั้น ยามาดะได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อโยธยาเพื่อให้ไปเช็คบิลกับกลุ่มชาวญี่ปุ่นทรยศโดยไม่ได้บอกขามแต่แรก เมื่อขามทราบความจริงจึงรีบเดินทางตามไปช่วยยามาดะได้ทันเวลา ทั้งสองได้ช่วยกันต่อสู้กับบรรดานินจาร้ายๆ ซึ่งก็ตามฟอร์มละครับ คือประสบความสำเร็จแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของขามท่ามกลางความเศร้าโศกของยามาดะ
ทีนี้มาดูกันว่าในภาพยนตร์มีอะไรจริง-ไม่จริง หรือสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ขนาดไหน
เกี่ยวกับตัวยามาดะเอง ขออนุญาตใช้เครื่องทุ่นแรงเลยแล้วกันครับ คือมีแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่เขาอธิบายไว้ค่อนข้างชัดอยู่และจากนั้นก็ขอลอกการบ้านมาดีมากยิ่งกว่า แต่ระดับผมถ้าจำเป็นจะต้องลอกก็ไม่ใช่ลอกกันเปล่าๆ แต่จะให้เครดิตกันและมีความเห็นส่วนตัวพ่วงท้ายเข้าประกอบ แหล่งข้อมูลแรก เป็นวิกิพีเดียซึ่งขณะที่ผมเขียนบทความนี้มีอธิบายไว้ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ดังนี้ครับ
ยะมะดะ นะงะมะซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข (ญี่ปุ่น: 山田長政 Yamada Nagamasa; พ.ศ. 2113 — พ.ศ. 2173) เป็นซามูไรชาวญี่ปุ่น ที่เผ่านารับราชการ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข
ยะมะดะ นะงะมะซะ เดินทางเผ่านากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับคณะทูตจำนวน 60 คน ที่พระเจ้าทรงธรรมทรงส่งไปถึงเมืองเอโดะ(โตเกียวในปัจจุบัน) ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 นะงะมะซะ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และก้าวหน้าก้าวหน้าในเวลาต่อมา เป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา)

เรื่อง ปืนใหญ่จอมสลัด ภาคต่อ14

เรียนรู้ทำวามรู้ความเข้าใจกับมัน ก็ต้องมีการสัมมนาบ่อย ๆ ครั้ง ผู้แสดงกลุ่มนี้ทำให้ผมมีเวลามากขึ้นที่จะมาทำงานทางนี้ได้บริบูรณ์แบบมากขึ้นครับ
การถ่ายทำบนเรือเป็นอย่างไรบ้าง
การถ่ายทำบนเรือเป็นอะไรที่ยุ่งยากที่สุดนะครับ คือนึกถึงว่าต้องเอากล้องไปอยู่บนเรืออีกลำและก็ถ่ายบนเรืออีกลำหนึ่งซึ่งไม่สามารถจะคอนโทรลอะไรมันได้นะครับ คือระหว่างถ่ายทำเนี่ยผมไม่สามารถจะกางใบเรือได้ เพราะว่ายิ่งกางมันจะยิ่งกินลม มันยิ่งควบคุมทิศทางลมไม่ได้ และการคอนโทรลมันไม่ใช่แค่ว่าคอนโทรลทางทิศไหนแค่นั้นมันต้องคอนโทรลเรื่องแสง คือถ้าเรือมันบิดนิดนึงแสงมันก็เปลี่ยน หรือว่ากระแสน้ำ ลมมันแรงพัดเรือไป มันเป็นการคอนโทรลที่ยากมาก นี่คือการแค่คอนโทรลเรือ ยังไม่ได้กล่าวถึงต่อสู้บนเรือเลยด้วยซ้ำ และทีนี้พอฉากต่อสู้บนเรือเนี่ยก็อย่างที่ว่านะครับเราก็จำเป็นที่จะต้องจำเป็นจำเป็นต้องมีเรือหลาย ๆ ลำที่จะมาช่วย Support ขนของขึ้น ขนคนขึ้นลง ฉากระเบิดบนเรืออะไรต่าง ๆ ทำนองนี้ มันเป็นเรื่องที่มหาหินที่สุด (หัวเราะ) เป็นเรื่องที่ถ่ายทำยากที่สุด ทำไมเราต้องใช้เวลาถ่ายทำเป็นปี ๆ เพราะว่าฉากต่าง ๆ พวกนี้แหละครับ เกิดขึ้นบนเรือ บนแพ ปืนใหญ่อะไรต่าง ๆ พวกนี้ มันคอนโทรลยากมาก
ผมยังนึกสงสัยกลับไปเสมอว่า โอ้โห! คือผมเคยดูเบื้องหน้าของหนังต่างประเทศหลาย ๆ เรื่องนะครับ เขาใช้ผู้คนมหาศาลมาก ในขณะที่เราไม่ได้มีผู้คนอย่างมากขนาดนั้น เรือที่จะมา Support เราก็ไม่ได้อย่างมากขนาดนั้น เราไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ที่จะรองรับการถ่ายทำบนเรือได้มากขนาดนั้น เพราฉะนั้นสิ่งที่เราได้มาเป็นสิ่งที่เราทีมงานทุกคนดาราทุกท่านร่วมมือกันมากที่สุดแล้ว ที่เราได้มาได้บริบูรณ์ขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่โหดหินมากและเหน็ดเหนื่อยมาก เรือมันก็ไม่สามารถจะมีร่มเงาให้ไปหลบซะด้วยซ้ำ เราก็เจอพายุเจอฝนอยู่ตลอดนะครับ มันเป็นเรื่องที่คอนโทรลยากมาก
นัดแรกเลยที่เราดีไซน์ตั้งแต่สตอรี่บอร์ดมาว่า เราจะมีการถ่ายทำกันในสมุทรจริง ๆ มีเรือจริง ๆ ไปจอดหลาย ๆ ลำ มีการยิงปืนออกจากเรือจริง ๆ มีการรบพุ่งกันจริง ๆ ตอนแค่คิดโดยภาพที่เรานั่งนึกจินตนาการแล้วทำเป็นสตอรรี่บอร์ดจริง ๆ เนี่ย ผมคิดว่ามันไม่น่าจะยากเย็นอะไร ก็เอาเรือไปจอดและจากนั้นก็เอากล้องไปตั้งรวมทั้งถ่าย และก็คงจะแค่นั้นเอง แต่จริง ๆ แล้วในความเป็นจริงเนี่ย มันโหดหินกว่านั้นมหาศาล คือเวลาเราดูจากหนังต่าง ๆ ที่มีฉากรบทางเรือเนี่ย เราอาจจะจินตนาการว่ามันก็แค่เอาเรือมาวิ่ง รวมทั้งรบกันไปอะไรกันไป แต่จริง ๆ แล้วแค่เรือลำหนึ่งไปจอดอยู่กลางสมุทรเฉย ๆ เนี่ย มันก็หมุนรอบทิศด้วยตัวของมันเอง ด้วยคลื่น ด้วยลม ด้วยอะไรต่าง ๆ การที่จะบังคับเรือให้อยู่ตรง ๆ นิ่ง ๆ อยู่กลางสมุทร แค่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว มันต้องใช้เรือไม่รู้กี่ลำประกบ ประกบเรือหนึ่งลำและจากนั้นก็ดึงเชือกกันไปให้มันอยู่ในสภาวะที่มันตรงนิ่งพอทำได้ แล้วแถมยังมีเรือที่ต้องมีกล้องอยู่บนเรือ และคอนโทรลเรือลำนั้น ขนาดความห่างของเรือแต่ละลำ ๆ มันต้องคอนโทรลให้ได้ความห่างระยะที่เท่า ๆ กัน ผมไปลองทำนัดแรกที่ลองเอาเรือลงไปในน้ำเนี่ย 2 วัน ก็แค่หมุนเรือกันไปหมุนเรือกันมายังไม่ได้ทันถ่าย เพราะว่าแค่พยายามจะบังคับเรือให้ได้ทิศทางก็ยากพอแล้ว ต้องเลิกแล้วกลับมาคิดแผนกันใหม่ทั้งหมดว่าเราจะทำงานแบบงี้ยังไงดีอะไรอย่างงี้ คือถ้าเผื่อว่าเรามีงบประมาณอีกแบบหนึ่ง เราก็จะเลือกทำฉากอย่างนี้ในสตูดิโอเหมือนกับต่างประเทศเขา ไม่ได้ถ่ายกันในน้ำจริงนะครับ เขาทำสตูดิโอน้ำขึ้นมาและก็ถ่าย เขาจะบังคับเรือในทิศทางใดก็ได้ มันจะโยกไปในทิศทางใดก็ได้ด้วยไฮโดรลิก ด้วยอะไรต่ออะไร แต่ของเราต้องถ่ายจริง ๆ บนสมุทรจริง ๆ