ซามูไร อโยธยา ภาคต่อ3

นาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ควบคุมชุมชนญี่ปุ่นในอยุธยา (หมู่บ้านญี่ปุ่นในปัจจุบัน ตั้งอยู่ฝั่งตรงผ่านแม่น้ำกับหมู่บ้านโปรตุเกส บ้านเดิมของกระผมเอง) (กระผมเองนี้คือ "ออกหลวงมงคล" นะครับ)
ออกญาเสนาภิมุขผู้นี้สร้างสมอิทธิพลจนแปลงเป็นขุนนางที่มีอำนาจในราชสำนักและเป็นที่เกรงกลัวของบรรดาขุนนางและทหารไทยเป็นอย่างมาก เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม การเมืองในราชสำนักก็ผันผวน เมื่อ ออกญากลาโหม คิดแผนแย่งชิงบัลลังก์จากพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คิดแผนกำจัดขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนสิ้นชีพไปหลายต่อหลายๆคน แต่ออกญากลาโหม กลับเกรงกลัวอำนาจของออกญาเสนาภิมุข และบรรดาทหารอาสาญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก จึงทำได้แค่ผูกมิตรไว้ และคิดแผนกำจัดโดยการส่งออกญาเสนาภิมุข และทหารอาสาญี่ปุ่นไปครองเมืองนครศรีธรรมราช
ในช่วงที่ออกญาเสนาภิมุขลงไปครองเมืองนครฯ ก็กำจัดบรรดาเจ้าเมืองดั้งเดิมชาวนครฯ เสียแทบไม่เหลือ และได้ทำสงครามปราบกบฏปัตตานีหลายครั้ง มีครั้งหนึ่ง ได้รับบาดเจ็บถูกอาวุธที่เท้า ออกญากลาโหม ส่งหมอหลวงจากอยุธยาลงไปรักษา แต่แท้ที่จริงแล้ว ยาที่รักษานั้นเป็นยาพิษ ออกญาเสนาภิมุข เจ้าเมืองนครฯ จึงสิ้นชีพที่นครศรีธรรมราชนั่นเอง ส่วนออกญากลาโหม ก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชเป็น สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
สมัยที่ผมเคยไปรับราชการที่จังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 2 ปี ก็เคยได้ยินได้เห็นเรื่องราวในทางลบของออกญาเสนาภิมุขยามาดะนี้ ขนาดว่าถ้าเด็กกำลังร้องไห้อยู่พอเอ่ยชื่อยามาดะเป็นอันหยุดร้องเลยครับ แต่มุกนี้ฟังคุ้นๆเหมือนคนไทยจะใช้ว่าใครต่อใครบ่อยเหลือเกิน ด้านปี พ.ศ. เพื่อให้ความชัดเจนขอลงเอาเหตุการณ์สำคัญที่เกี่่ยวข้องมาเรียงลำดับดูดังนี้ครับ ตามประวัติ ยามาดะเกิดในปี 2113 สงครามยุทธหัตถีนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2135 ซึ่งยามาดะมีอายุราว 22 ปี และต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2148 จากนั้นขอผ่านมายังรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเลยครับที่ทรงครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2154 และปีที่ทรงส่งราชทูตไปยังญี่ปุ่นซึ่งคาดว่ายามาดะตัวจริงอาจจะเดินทางร่วมมาในตอนขากลับคือ พ.ศ. 2164 เป็นปีที่ยามาดะอายุราว 29 ปี ว่าไปแล้ว การที่บทภาพยนตร์ย้ำนักย้ำหนาว่ายามาดะคนนี้คือคนเดียวกับยามาดะออกญาเสนาภิมุขตัวจริง ก็พอจะมีความเป็นได้ในด้านของช่วงอายุ แต่ความจริงทางประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นความจริงอยู่นั่นเอง ยังไงๆผมขอรับรองตามความจริงที่ค้นคว้ามาได้ว่า ยามาดะตัวจริงนั้นเผ่านาเมืองไทยในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมครับ

ซามูไร อโยธยา ภาคต่อ2

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ยะมะดะ นะงะมะซะถูกล้อมจับ และถูกเนรเทศจากกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มีบุตรชายลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น กับเมียชาวไทย นามว่า โอนิน และได้ส่งบุตรชายและคณะไปเรียกส่วยภาษีจากเมืองปัตตานี แต่ได้รับการต่อต้านจากจากชาวต่างชาติในเมืองปัตตานีเช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษ ที่ไม่พอใจที่ชาวญี่ปุ่นมีอิทธิพลในแถบนั้น ยะมะดะ นะงะมะซะ ยกทัพไปทำศึกกับปัตตานี แต่ได้รับบาดเจ็บถูกฟันที่ขา จึงยกทัพกลับนครศรีธรรมราชขณะที่การรบยังไม่เสร็จสิ้น
ยะมะดะ นะงะมะซะ ถึงแก่กรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2176 หลังจากได้รับพิษจากยารักษาแผล ที่พระเจ้าปราสาททอง ทรงบัญชาให้ออกพระมะริด เจ้าเมืองไชยา นำยาพิษงูผสมยางไม้ มาให้รักษาโดยหลอกว่าเป็นยาหลวงจากราชสำนัก
ในหนังเรื่องซามูไร อโยธยา เป็นการจับแพะมาชนแกะ เอานายทหารอาสาญี่ปุ่นที่ชื่อ ยามาดะ ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง มาเป็นออกญาเสนาภิมุขในสมัยสมเด็จพระนเรศวร หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนล่ะคนกันครับ ฉะนั้นหนังเรื่องนี้ ดูเอาสนุกอย่างเดียวก็พอครับ อย่าไปอ้างอิงกับประวัติศาสตร์ เพราะไม่ถูกต้อง
ออกญาเสนาภิมุข ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร สันนิษฐานว่าตำแหน่งเดิมคือ ออกพระสุมิฮิโร่ เจ้ากรมทหารอาสาญี่ปุ่น ที่นำทหารอาสาญี่ปุ่นเข้าสู้ศึกยุทธหัตถีร่วมกับทหารอโยธยา
ส่วนคนญี่ปุ่นที่ชื่อ "ยามาดะ" เผ่านาอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งอยู่หลังรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประมาณ 10-20 ปี เดิมทีเป็นแค่คนหามเกี้ยวให้โชกุนที่ญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อเสร็จศึกทุ่งเซกิงาฮาร่า ซามูไรข้างที่พ่ายแพ้ ต้องระหกระเหินแปลงเป็นโรนินไร้สังกัด หลบหนีออกจากญี่ปุ่นมาแสวงโชคยังแผ่นดินใหม่ในหลายประเทศ ทั้งเขมร และอยุธยา
ยามาดะ ผู้นี้ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพวกเดียวกับข้างที่พ่ายแพ้ หรือเปล่าก็เป็นพวกที่นับถือคริสเตียน ที่ถูกโชกุนกวาดล้าง จึงลี้ภัยมายังอยุธยา ด้วยความที่เป็นคนกล้าหาญ เฉลียวฉลาดในด้านการค้า จึงเข้ารับราชการในราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้ดิบได้ดีถึงขนาดได้เลื่อนตำแหน่งเป็น